2007/Feb/06

ความหมายของคำว่า "การเล่น"
คำว่า "การเล่น" หมายถึง การกระทำเพื่อสนุกหรือผ่อนอารมณ์ ซึ่งตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า play หรือ game ซึ่งมีความหมายต่างกัน
คำว่า "play" มีผู้ให้ความหมายว่าเล่นสนุกเป็นการเล่นคนเดียวก็ได้ หลายคนก็ได้ เล่นโดยสมัครใจไม่มีใครบังคับ
คำว่า "game" มีผู้ให้ความหมายไว้มากมาย สรุปได้ว่าเป็นการเล่นที่มีกฎเกณฑ์บังคับผู้เล่นต้องเล่นตามกฎเกณฑ์นั้น
การเล่นของไทยมีความหมายกว้างกว่าเพราะมีลักษณะร่วมอยู่ในความหมายของทั้งสองคำ

ความหมายของคำว่า "การละเล่น"
คำว่า "การละเล่น" เป็นคำที่เกิดขึ้นใหม่ผู้เชี่ยวชาญทางภาษาไทย บางท่านกล่าวว่าเป็นการปรับเสียงคำว่า "การเล่น" ให้ออกเสียงง่ายขึ้น ผู้เชี่ยวชาญกรมศิลปากร ให้ความหมายกว้างออกไปถึงการเล่นเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ให้เกิดความรื่นเริงบันเทิงใจหลังจากประกอบกิจประจำวัน และการเล่นในเทศกาลท้องถิ่นหรือในงานมงคลบ้าง อวมงคลบ้าง เช่น เพลงพื้นเมือง ละคร ลิเก ลำตัด หุ่น หนังใหญ่ ฯลฯ ด้วยเหตุที่การละเล่นมีความหมายกว้างขวางดังกล่าว

ความหมายของคำว่า "การละเล่นของไทย"
การละเล่นของไทย หมายถึง การเล่นตั้งเดิมของเด็กและผู้ใหญ่ เพื่อความบันเทิงใจทั้งนี้เป็นการเล่นที่มีกติกาหรือไม่มีกติกา ไม่มีบทร้องประกอบหรือมีบทร้องประกอบให้จังหวะ บางทีก็มีท่าเต้น ท่ารำประกอบ เพื่อให้งดงามและสนุกสนานยิ่งขึ้น ทั้งผู้เล่นและผู้ชมมีส่วนร่วมสนุก (ไม่ครอบคลุมไปถึงการละเล่นที่เป็นการแสดงให้ชมโดยแยกผู้เล่นและผู้ดูออกจากกันด้วยการจำกัดเขตผู้ดู หรือการสร้างเวทีสำหรับผู้เล่น เป็นต้น)

ความสำคัญของการละเล่น
การละเล่นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ทุกชาติทุกภาษาไม่ว่าจะอยู่ในวัยใด การละเล่นทำให้มนุษย์ได้ผ่อนคลายความตึงเครียดจากงานในชีวิตประจำวัน นอกจากนั้นยังเป็นการเสริมสร้างกำลังกายให้แข็งแรง ลับสมองให้มีสติปัญญาแหลมคม มีจิตใจเบิกบานสนุกสนานร่าเริง ทั้งยังทำให้เกิดความสัมพันธ์อันดีขึ้นในหมู่มวลมนุษย์ การละเล่นมีมาแต่สมัยใดไม่มีใครกำหนดแน่นอนได้เพียงแต่สันนิษฐานกันตามประวัติศาสตร์เท่านั้น

ตัวอย่างการละเล่นในภาคอีสาน

วิ่งส่วงกัน (วิ่งแข่งกัน)
ความหมาย คำว่า วิ่งส่วงกัน หรือ แล่นส่วงกัน หมายถึง การวิ่งเร็วแข็งกันส่วง แปลว่า แข่ง เช่น ส่วงเฮือ คือ แข่งเรือ ส่วนคำว่า แล่น แปลว่า วิ่ง

  1. จำนวนผู้เล่น ไม่จำกัด แต่เพื่อสะดวกแก่การตัดสินและควบคุม การแข่งขันแต่ละครั้ง

ไม่ควรเกิน ๑๐ คน
สถานที่และอุปกรณ์ ใช้ลานวัด หรือสนาม หรือ ทุ่งนา ที่ราบเรียบและกว้างขวางพอ สมควรระยะทางวิ่งจากเส้นตั้งต้นถึงเส้นชัย ควรประมาณ ๕๐ - ๑๐๐ เมตร อาจเป็นเชือกเถาวัลย์ก็ได้ จำนวน ๒ เส้น เพื่อทำเครื่องหมายเส้นตั้งต้น กับเส้นชัย เชือกหรือเถาวัลย์ควรโตพอสมควร เพื่อผู้เล่นจะสังเกตได้ง่าย หากไม่มีเชือกหรือเถาวัลย์ อาจขุดเป็นร่องเล็ก ๆ ที่พื้นดิน หรือกำหนดเอาสิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่จะเป็นเครื่องหมายเส้นตั้งต้นและเส้นชัยก็ได้
วิธีเล่น ให้มีกรรมการกำกับเส้นตั้งต้นกับเส้นชัย อย่างน้องแห่งละ คน ใช้เชือกหรือเถาวัลย์ขึงเป็นเส้นตั้งต้นและเส้นชัย ถ้าไม่มีเชือกหรือเถาวัลย์ อาจขุดร่องที่ดิน เป็นเส้นหรือจะกำหนดเอาคันนาร่องน้ำเส้นทางเดินของคนหรือต้นไม้ก็ได้เป็นเครื่องหมายเส้นตั้งต้นและเส้นชัย ระยะระหว่างเส้นตั้งต้นกับเส้นชัย ให้ห่างกันพอ สมควร คือ ประมาณ ๕๐ ๑๐๐ เมตรให้ผู้เล่นยืนเรียงแถวให้เสมอกัน ที่เส้นตั้งต้น หันหน้าไปทางเส้นชัย เมื่อมีผู้เล่นพร้อมแล้วกำกับเส้นตั้งต้น ให้สัญญาณเริ่มวิ่ง อาจจะใช่นับ ๑ - ๒ - ๓ นกหวีด มือโบก ตีกลอง ตีเกราะไม้ไผ่ เปาปาก หรือใช้เสียง บอกก็ได้เมื่อสัญญาณเริ่มเล่น ให้ผู้เล่นวิ่งไปยังเส้นชัยให้เร็วที่สุด เท่าที่จะทำได้ ผู้ใดวิ่งถึงเส้นชัยก่อนเป็นผู้ชนะ

ประโยชน์ ผู้เล่นได้ออกกำลังกาย ได้ความสนุกสนาน ฝึกให้เกิดปฏิญาณไหวพริบให้รู้จักการต่อสู้

วิ่งงัว
ความหมาย คำว่า วิ่งงัว เป็นคำเรียกมาแต่โบราณ ซึ่งสมัยนี้เรียกว่า วิ่งเปี้ยว คำว่า งัว หมายความว่า วัว ทำไมสมัยก่อนจึงเรียกว่า วิ่งงัว ไม่ทราบ ถ้าจะให้สันนิษฐานคงนะเนื่องมาจากคนเห็นวัวไม่ชอบอยู่นิ่งเป็นที่ มักจะวิ่งไป ๆ มา ๆ และเมื่ออยู่เป็นฝูงบางครั้งอาจวิ่งไล่กันกลับไปกลับมา การจัดให้คนวิ่งแข่งกันโดยวิ่งกลับไปกลับมาจึงเรียกว่า วิ่งงัว ด้วย
จำนวนผู้เล่น ไม่จำกัด แต่แบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่าย เท่า ๆ กัน อาจเป็นข้างละ ๕ - ๑๐ คน ก็ได้ และควรจะให้มีกำลังไล่เลี่ยกัน
สถานที่และอุปกรณ์ อาจเป็นลานบ้าน ลานวัด สนามหญ้า หรือที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งกว้างและมีทางวิ่งราบเรียบดี หลักกลม ๆ ๒ หลัก ยาวประมาณ ๒ เมตร ถ้าไม่มีหลักจะใช้คนยืนแทน ก็ได้
ผ้า ผืน จะใช้ผ้าขาวม้าก็ได้ หรือไม้ไผ่ขนาดเท่าหัวแม่มือหรือหัวแม่เท้ายาวประมาณ ๓๐ เซนติเมตร อัน
วิธีการเล่น ใช้ไม้หลักฝังดินห่างกันประมาณ ๑๐ ๒๐ เมตร หรือถ้าไม่มีไม้หลักจะใช้คนยืนแทนหลักก็ได้ แบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายละเท่า ๆ กัน ขนาดไล่เลี่ยกันให้ผู้เล่นแต่ละฝ่ายยืนแถวตอนเรียงหนึ่งอยู่ข้างหลังของหลัก หรือของคนที่ยืนแทนหลักและให้ผู้เล่นที่จะวิ่งคนแรกเตรียมผ้าไว้ในมือพร้อมที่จะออกวิ่งพอสัญญาณบอกให้เริ่มเล่น ให้ผู้เล่นคนแรกตั้งต้นออกวิ่งจากหลักหรือคนที่ทำหน้าที่แทนหลักโดยมือขวาถือผ้าหรือไม้ไว้ในมือให้ผู้เล่นวิ่งอ้อมหลักของผู้เล่นของอีกฝ่ายหนึ่ง แล้ววิ่งกลับมาส่งผ้าหรือไม้ ณ จุดเริ่มต้น การรับผ้าหรือไม้ ให้ผู้เล่นยืนอยู่ข้างหลังของหลัก ห้ามวิ่งรับผ้าหรือไม้ และห้ามคนที่ยืนเป็นหลักเขยื้อนเข้าออกเพราะเป็นการเอาเปรียบฝ่ายตรงกันข้ามให้คนรับคนถัดไปรับผ้าหรือไม้แล้วผลัดกันวิ่งต่อไปเรื่อย  จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งวิ่งทันฝ่ายตรงกันข้ามและสามารถเอาผ้าฟาดหลังหรือเอาไม่แตะหลังฝ่ายตรงข้ามได้ ให้ถือเป็นฝ่ายชนะเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะก่อนจะเริ่ม แข่งขันใหม่ อาจมีการเปลี่ยนทางกันเล่นก็ได้ เพื่อมิให้ได้เปรียบเสียเปรียบกันการตัดสิน ถ้าฝ่ายใดชนะ ครั้ง ติด ๆ กัน ถือว่าเป็นฝ่ายชนะ แต่ถ้าผลัดกันชนะฝ่ายละครั้ง ก็ให้เล่นแข่งขันกันอีกครั้งหนึ่ง ฝ่ายใดชนะการแข่งขันครั้งนี้ ถือว่าเป็นฝ่ายชนะเด็ดขาด
ประโยชน์ผู้เล่นได้ออกกำลังกาย ทำให้ผู้เล่นสนุกสนาน ฝึกปฏิญาณไหวพริบ ฝึกความสามัคคี ร่วมมือซึ่งกันและกัน ความอดทนและการต่อสู้


มาเต้าด้งเด้อ มาซูนด้งเด้อ
เซิ้งเดินรอบไปเรื่อย ๆ จนกว่าผีจะมาเข้ากระด้ง พอผีมาเข้าสิงกระด้งจะพลิกไปพลิกมา พาคนเดินจับไปยังหลักเสี่ยงทาย
พอไปถึงปรากฏว่าไปตีเอาหลักจ้ำ แปลว่าจ้ำผิดอาจจะไม่พาเลี้ยงผีบ้านหรือเล่นนางด้ง ผิดฤดู เมื่อจ้ำพูดขอยอมจะเอาอะไรก็จะให้จะเลี้ยง แล้วจ้ำเอามือไปจับแขนผู้ถือด้ง อาการผีเข้า จะหายพิธีก็จบ


หมอลำไทเลย (แมงตับเต่า)
การเล่นแมงตับเต่านี้สมมติผู้เล่นเป็นตัวละครตามวรรณกรรมนิทานหรือนิยายธรรมะ แฝงคติธรรมความเชื่อของกลุ่มชนท้องถิ่นบริเวณพื้นที่เขตจังหวัดเลย ก่อนปี พ.ศ.๒๔๗๐ ประชาชนแถบนี้นำการละเล่นแมงตับเต่าไปแสดงตามงานบุญที่วัดและงานบุญแจกข้าว ฯลฯ ผู้แต่งหรือเจ้าของคณะ จะหานักแสดงในหมู่บ้านโดยดูท่วงท่าและลักษณะรูปร่างที่เหมาะจะแสดงเป็นตัวอะไร เช่น พระเอก จะมีผิวพรรณสดใส ขาว พอสมควร ใบหน้าเป็นรูปไข่ ส่วนตัวนางเอกก็มีลักษณะนุ่มนิ่มเนื่องจากในสมัยโบราณพวกผู้หญิงไม่ได้เรียนหนังสือ ชาวบ้านนิยมดูคณะที่มีผู้ชายแสดง เพราะสามารถแสดงตลกและแสดงได้สมบทบาท ทำให้ผู้ชมเกิดความสนุกสนาน ครูผู้ฝึก จะนำเรื่องนิทานเหล่านี้มาเล่าให้เด็กเล็ก ๆ ฟังโดยการอ่านแบบกลอนลำสำเนียงไทเลย เขียนกลอนอ่าน ๑ บท ข้างหน้า ๓ คำ ข้างหลัง ๔ คำ การสัมผัสจะนิยมสัมผัสสระ กฏเกณฑ์ต่าง ๆ ไม่ค่อยบังคับ การเล่นแมงตับเต่าให้สนุกสนานนี้ ได้รับอิทธิพลมาจากชาวหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ มาเป็นครูสอนแนวทางการออกเสียงและผันอักษร เนื่องจากมีความสัมพันธ์กันทางด้านเครือญาติชาติพันธุ์มาตั้งแต่ครั้งสมัยโบราณ เรื่องที่นิยมแสดงในพื้นที่จังหวัดเลย ได้แก่เรื่อง ท้าวกาฬะเกด (นางมณีจันทร์) ท้าวโสวัต นางแต่งอ่อน จำปาสี่ต้น ท้าวสุริวงศ์ ท้าวลิ้นทอง การละเล่นแมงตับเต่า ลำเรื่องของชาวไทเลย มีวิธีการเล่นที่แตกต่างจากชาวอิสานทั่วไป เช่น วาดการร้อง เป็นแนวแบบพื้นเมืองเลยเรียกว่า วาดการลำแบบไทเลย ผันอักษรตามเสียงไทเลยส่วนใหญ่มักจะคุ้นหู เฉพาะประชาชนในพื้นที่จังหวัดเลยและชาวลาวฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงที่หาไปแสดงตามงานบุญต่างๆ
การแสดงประเภทนี้มีอยู่น้อย เนื่องจากสาเหตุหนึ่งคือ คนรุ่นใหม่ในจังหวัดเลย หันไปนิยมการแสดงหมอลำเรื่อง ลำหมู่ ลำเพลิน ลำซิ่ง ที่มาจากจังหวัดอื่น มีชื่อเสียงคณะของอีสานไทใต้ ได้รับการพัฒนาด้านต่าง ๆ จนเป็นที่น่าสนใจมากกว่าการดูการเล่นแมงตับเต่าพื้นบ้านเมืองเลย มีบ้างคือ คนรุ่นเก่า ซึ่งเป็นคนเฒ่าคนแก่คณะสุดท้ายในเมืองเลยที่ยังจะพอแสดงได้ก็เป็นผู้สูงอายุ มี 3 คณะคือ คณะบ้านน้ำพรเป็นผู้ชายทั้งหมด อายุเฉลี่ย 65 ปีขึ้นไป แสดงตามแนวประยุกต์ มีการร้องแบบภาษาเมืองเลยและทำนองเพลงจากถิ่นอื่นผสมตามโอกาส

ที่มาของคำ หมอลำไทเลย (แมงตับเต่า)
หมอลำไทเลย เป็นการเล่นที่สมมติผู้แสดงเป็นตัวละครตามเรื่องนิทาน นิยายจากวรรณกรรมใบลานท้องถิ่น นิยมแสดงเรื่องท้าวโสวัต ลิ้นทอง กาฬะเกด (นางมณีจันทร์) สุริวงศ์ จำป่าสี่ต้น สมัยโบราณนิยมใช้ผู้ชายแสดงเนื่องจากออกท่าทางแสดงตลกขบขันได้ดี ส่วนมาก ใช้ผู้ชายเนื่องจากออกท่าทางแสดงตลกขบขันได้ดี ส่วนมากใช้ผู้ชายที่เคยบวชเรียน เพราะอ่านทำนองอ่านหนังสือ(โอ่หนังสือ) แบบไทเลยมาร้องเจรจาโต้ตอบ บทจะสอดแทรกแนวคิด ปรัชญาทางโลกและทางธรรมให้คติสอนใจแกมบันเทิง ประกอบเครื่องดนตรีโบราณ ประกอบด้วยระนาด แคน ซอไม้ไผ่ กลอง ฉิ่ง การบรรเลงเพลงของนักดนตรีประกอบจะอาศัยการฟังว่า ตัวละครตัวใดจะขึ้นเสียงสูงต่ำมากน้อยแค่ไหน นักดนตรีจะเทียบเสียงจากคำสร้อยหรือคำขึ้นต้นที่นิยมร้องคือ แต่นี้ แต่นั้น (คล้ายภาคกลางที่ขึ้นต้นด้วยบทละครว่า บัดนี้ เมื่อนั้น) คำว่าแมงตับเต่าจากการสัมภาษณ์ นายเพียร แก้วดวงดี เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๓๘ ที่บ้านน้ำพร(นายสัมฤทธิ์ สุภามา เป็นผู้สัมภาษณ์) สันนิษฐานว่า
แมงตับเต่า หมายถึง แมลงชนิดหนึ่งตัวสีดำ มีเขาสั้น ๆ พอมองเห็น อาศัยอยู่ในหนองน้ำทั่วไป ตัวมีลักษณะคล้ายเต่า คือ มีหลังนูน ปีกแข็ง ตัวเล็ก ยาวประมาณ ๑  เซนติเมตร หัวและขาแข็ง ตัวลื่นจับไม่อยู่ตัวผู้มีหนอกแหลมที่หน้าอกยาวกว่าตัวเมียเล็กน้อย ออกไข่ประมาณเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม เป็นระเบียบวางเรียงเหมือนเนื้อส้มโอ ตามใบหญ้าต้นไม้เล็ก ๆ ปะปนกับแมงดานา บินได้ในอากาศ เมื่อเดินบนดินจะเดินซิกแซกไปมาอย่างรวดเร็ว ท่วงท่า ดูน่าสนุกจึงนำเอาชื่อแมงตับเต่ามาเรียกการแสดงพื้นบ้านที่ถือเอาความสนุกสนานเป็นเกณฑ์ดังมีบทร้อยกรองแมงตับเต่าของหนุ่ม ร้องกระเซ้าเย้าแหย่ปนหยาบโลนว่า
แมงตับเต่าแมงเม่าขี้หมา จับอยู่ฝาแมงมุมแมงสาบ
จับซ่าบลาบแมงสาบแมงมุม
หรือ
ส้อน (ช้อน คำกิริยา) หลายเทื่อ (ครั้ง) หลายที
ส้อนจนปลิงเข้าหีย้อนแมงตับเต่า
หรือ.
ส้อนร้อยหลบ (ครั้ง) ร้อยเหล่า หลายเทื่อพันที
ส้อนจนปลิงเข้าหีย้อน (เพราะ) แมงตับเต่า

ความสนุกสนานและมีลูเล่นพลิกแพลงของตัวตลกเป็นสเนห์ที่สร้างสรรค์ความงามทางศิลปะแบบโบราณ แมงตับเต่าพื้นบ้านไทเลยที่เข้าถึงประชาชนชาวจังหวัดเลยได้ดี ประกอบด้วย พระเอก นางเอก ตัวกษัตริย์ มเหสี พี่เลี้ยง เสนา ม้า ฯลฯ ตัวละครที่มีการแสดงเป็นแบบแผนด้านการร้องและออกท่าทาง ได้แก่ ตัวกษัตริย์ มเหสี พระเอก นางเอก ตัวละครที่แสดงตลกด้านท่าทางและคำพูด ได้แก่ พี่เลี้ยง เสนา อำมาตย์ ม้า ฯลฯ เรียกว่า ตัวเบ็ดเตล็ด
จากการสัมภาษณ์ทำให้ทราบว่า แมงตับเต่า น่าจะมาจากคำว่า กัสโป ที่แปลว่าเต่า ตามนิทานชาดกพระเจ้าห้าร้อยชาติ ซึ่งแบ่งออกเป็น ๕ ยุคคือ ยุคที่ ๑ ยุคกุกุสันโท (แปลว่า ไก่) ยุคที่ ๒ ยุคโกนาคมะโน (แปลว่า เห็น) ยุคที่ ๓ ยุคกัสโป (แปลว่า เต่า) ยุคที่ ๔ ยุคโคตะโม (แปลว่า วัว) ยุคที่ ๕ ยุคพระอริยเมตรัยเมตะโม (แปลว่า มนุษย์) ดังปรากฏในคำไหว้ครูการเล่นแมงตับเต่าว่า กุกุสันโท โกนาคะมะโน กัสโป โคตะมะ อริยเมตรัย ให้มากุ้มมาเหลี่ยม ข้าน้อยไหว้
บทร้อยกรองแมงตับเต่า
บทร้อยกรองนิยมแต่งบทจากวรรณกรรม นิทางธรรมะเพื่อนำมาแสดงให้เกิดความสนุกสนานและได้ข้อคิดจากเรื่องนิทานชาดก โดยการออกเสียงผันอักษรตามแนวทางการออกเสียงแบบไทเลย เรียกว่า วาดการลำแบบไทเลย โยพัฒนามาจาก กอนอ่าน กอนเทศน์ และ กอนสวด โดย ๑ บท มี ๒ บาท บาทหนึ่งมี ๗ คำ โดยเขียนติดต่อกันเป็นวรรคเดียวกันหรือจะเขียนแบ่งเป็น ๒ วรรค วรรคหน้า ๓ คำ วรรคหลัง ๔ คำก็ได้ ทั้งนี้อาจมีคำเสริม (คำที่เติมหน้าวรรค) และคำสร้อย (คำที่เติมท้ายวรรค) เพิ่มเข้าไปด้วยก็ได้ การร้องจะพถีพิถันมากในตอนต้นของกลอนอ่านแต่ละตัวละครจะใช้วิธีการทอดเสียงตามเสียงสำเนียงไทเลยแล้วเอื้นคำให้ไพเราะ เรียกว่า เงาเสียง ซึ่งจไพเราะมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับแนวทางการทอดเสียงของแต่ละตัวละคร (บุคคล) โดยเทียบเสียงจากแนวการเปล่งเสียง แต่ละคณะแต่ละหมู่บ้านมีวิธีการผันเสียงตามสำเนียงการเว้า (พูด) ในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างบทร้องแมงตับเต่า
(
แต่นั้น)
หอมเด้หอมดอกมะลิวัลย์ก้านก่อง ยังบ่ปานกลิ่นน้องลมต้องใส่พี่ชาย
เดือนก็หงายหงายแจ้งนอนตะแคงอ้ายจูบ เอามือลูบท้องน้องเย็นจ้อยอร่อยมือ
ใต้สะดือบ่อนเป็นคลื่นนอนกลางคืนเอาขาก่าย อื้อ มาหลายหลายเอามือวางไว้ท้องน้อย
ปานข้อยอยู่สวรรค์นอนาง
ข้อสังเกต
กลอนที่ใช้ร้องเป็นกลอนอ่าน วรรคหนึ่งมี ๘ ๑๔ คำ ส่วนใหญ่นิยม ๙ คน คำสัมผัสจากคำสุดท้ายวรรคที่ ๑ สัมผัส คำที่ ๓ หรือที่ ๔ ของวรรคถัดไป วรรคสุดท้ายจะมีมากกว่า ๙ คำได้ ถือว่าเป็นวรรคจบ การร้องคำขึ้นต้นจะมีคำว่า แต่นี้ และแต่นั้น อ้ายเอย ฯลฯ การร้องจะเอื้อนหลังคำสุดท้ายของวรรคแรกและคำสุดท้ายของวรรคที่ ๒บางคนจะเล่นลูกคอ ตามคำอื่นก็ได้แล้วแต่จะสะดวก หมู่ บ้านที่ผันอักษรเป็นเพลงได้ไพเราะ คือ บ้านเหว่อ ตำบลทรายขาว อำเภอวังสะพุง บ้านหนองหมากแก้ว บ้านปวนพุ ตำบลปวนพุ กิ่งอำเภอหนองหิน บ้านน้ำพร ตำบลปากตม อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ลีลาการเปล่งสำเนียงการร้องไพเราะคนละแบบ เทคนิคที่สำคัญคือ ถือตามแนวการผันอักษรของไทเลยเป็นหลัก การศึกษาค้นพบว่า ถ้าจะให้บทกลอนไพเราะ คำสุดท้ายแต่ละวรรคควรมีคำสัมผัสวรรคต่อไปเป็นคำที ๑,,, หรือ ๕ การกำหนดคำสัมผัสขึ้นอยู่กับความหมายของข้อความที่จะร้อง สำเนียงการร้องวรรคที่ ๒ ต้องทอดยาวขึ้นเสียงสูงเล่นลูกคอเรียกว่า ร้องให้มีเงาเสียง เสียงนุ่มนวลไพเราะ เรียกว่า เสียงน้ำนม ดังบทร้องแมงตับเต่าต่อไปนี้

ตัวอย่างคำร้อง

(แต่นี้) นางก็บายเอาซิ่นไหมคำมาเอ้ใหม่ ม้าวใส่แขนแหวนใส่ก้อยกระจอนห้อยใส่หู
สร้อยสังวาลหมู่นี้ตกแต่งแปลงประดับ จับเอาแหวนทองคำมาใส่พระกรงามย่อง
พระนางมองแลหลิงดูสวยงามสง่า คือเทพาฟากฟ้าชายเห็นม่อยละแม่งตาย
พระพาหาขวาซ้ายกำไลคาดทองคำ นำสะไบมาเสลี่ยงพาดไหล่ลงงามย่อง
ตามทำนองเป็นหญิงนี้แปลงทรงให้ถ้วยถี่ กุมรีนาถน้องบ่อหมองเศร้าเก่าศรี
ว่าแต่พอท้อนี้ก็ญ่างย้ายไปสา กัลยานวลนางญ่างไปนอไวฟ้าว
วิธีการแสดงแมงตับเต่า
การเล่นแมงตับเต่าไทเลยบ้านทรายขาวและบ้านหนองหมากแก้ว มีวิธีการแสดงใกล้เคียงกัน ทางด้านการผันอักษรและเปล่งเสียง การเล่นลูกคอและการปะดิษฐ์เงาเสียง เนื่องจากหมู่บ้านอยู่ใกล้กัน ส่วนการเล่นแมงตับเต่าบ้านน้ำพร แตกต่างเฉพาะเสียงในการร้อง มีวิธีผันที่แตกต่างไปจากสองหมู่บ้านที่กล่าวมาโดยรวมแล้วทั้งสามคณะสามหมู่บ้านมีวิธีการแสดงที่เหมือนกันดังนี้คือ เริ่มจากการโหมโรง คระนักดนตรีบรรเลงเพลงประจำคณะ ที่มีอยู่ได้แก่ เพลงระบำ เพลงเชิด ใช้เครื่องดนตรีระนาด ตะโพน และฉิ่ง และตามด้วยเพลงสับใบ (ใช้แคนซอไม้ไผ่และฉิ่ง) บรรเลงสลับกันไป บอกให้ชาวบ้านรู้ว่าจะมีการแสดงแมงตับเต่า เพลงสับใบนี้จะบรรเลงนาน เนื่องจากให้ตัวประกอบในคณะออกมาเต้นและฟ้อนรำประกอบจังหวะ เรียกว่า ระบำเปิดฉาก ระบำเปิดฉากนี้จะมีทำนองสนุกสนานตลกขบขันตามแนวการเล่นแมงตับเต่าที่เน้นความครึกครื้น โดยให้ผู้ชายแต่งตัวเป็นหญิงบ้า ๆ บอ ๆ ทัดดอกจำปาแดงหรือดอกชบาใส่เสื้อกลับหน้ากลับหลัง นุ่งผ้าถุงลายทางตั้งหรือหมี่ข้อนำเอาส่วนเชิงผ้าถุงขึ้นข้างบน ส่วนหัวผ้าถุง (ชาวไทเลยทอผ้าซิ่นแบบมีหัวซิ่นและตีนซิ่น) ลงข้างล่าง กำไลเท้า คาดเข็มขัดเงิน เส้นโต ๆ ออกมาเต้นระบำทำท่าทางแบบคนปัญญาอ่อน แสดงออกทางอารมณ์ สนุกสนาน ทาปากแดง มีน้ำหมากเปรอะปาก จุกยาฝอยไว้ริมฝีปากบน เห็นได้ชัด การแสดงออกของผู้ชายชุดนี้จะแสดงออกทางท่าทางและอารมณ์ประกอบ สมมติเป็นหญิงใบ้ใจดีแฝงความน่ารัก (ทาหน้าขาวเหลือแต่ลูกตา) บางครั้งทำท่าน้ำลายไหลยืดเรียกว่า ฟ้อนก่องข้าวน้อยหรือรำอี่เจ๊อะ ผู้แสดงมีตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไปจนถึง ๕ คน สะพายกะติ๊บข้าวเหนียว ออกมาเต้นฟ้อนประกอบดนตรี ทำทอง ปั้นข้าวจี่ติดอ้อนต้อน ปั้นข้าวก่ำติดอ้อนต้อนเคียดให้แม่บ่ยอมไปนอน (ดนตรีซ้ำ ๕ เที่ยว ตามที่ร้องมา) แล้วขึ้นทำนองใหม่ตอนท้ายอาจจะลงด้วยคำอื่นที่สนุกปนตลก

การเส็งกลอง

อุปกรณ์
๑. กลองเส็ง หรือกลองกิ่ง ๑ คู่ (๒ ใบ)
๒. ไม้ตีกลอง มีความยาว ๗๐ ซม.
วิธีการเล่น
การเส็งกลองนิยมตีกันเป็นคู่ๆ แต่ละคู่จะต้องตีกลอง ๒ ใบ เจ้าของกลองจะต้องตรึงหน้ากลอง ให้ตึงที่สุด โดยการหมุน (ขัน) หนังชักกลองเข้าที่จะค่อยๆปรับระดับเสียงกลองแต่ละคู่ให้มีเสียงเดียวกัน (ภาษากลองเรียกว่า "เค่งกลอง") นำกลองที่เตรียมมาดีแล้วเข้าประกบคู่บนเวที หันหน้ารูแพกลองเฉียงเข้าหาคู่แข่งขันไปสู่ผู้ฟัง การตีกลองแข่งขันตีกันฝ่ายละ ๕ คน คนละ ๑ ยกๆละประมาณ ๒ นาที การตัดสินของคณะกรรมการพิจารณาจากเสียงกลอง คู่ที่ชนะต้องมีเสียงใสแหลม สูง และต้องตีให้ชนะ ๓ ใน ๕ ยก กลองต้องไม่ขาดจึงจะถือว่าชนะ
โอกาส และเวลาที่เล่น
การเล่นกลองกิ่ง หรือกลองเส็งไม่มีใครทราบว่ามีมาตั้งแต่เมื่อใด แต่จะนำมาใช้แห่ในบุญเดือน หก (บุญบั้งไฟ) เพื่อให้เกิดความสนุกสนาน เสร็จแล้วจะมีการเส็งกลอง คือแข่งขันตีกลองอย่างสนุกสนาน ในปัจจุบันจังหวัดกาฬสินธุ์จะมีการเส็งกลองกัน (ตีกลองกิ่งแข่งขัน) จึงเรียกตามภาษาชาวบ้านว่า "การเส็งกลอง"
คุณค่า / สาระ
ชาวบ้านโคกล่าม อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ นิยมการละเล่น สนุกสนานเพื่อให้เกิดความเพลิดเพลิน เสียงเร้าใจ เกิดความสามัคคี กลมเกลียวกันในกลุ่มแต่ละหมู่บ้าน และเป็นการแสดงออกถึงความสามารถ ภูมิปัญญาในการจัดทำอุปกรณ์การเล่นเอง
ลักษณะของกลองกิ่ง
เป็นกลองที่ทำมาจากไม้ประดู่แดงทรงกระบอกกลวง ด้านหน้ากลองยาว ๔๐ ซม. ด้านล่างกลอง (ก้นกลอง) กว้าง ๓๐ ซม. สูงประมาณเท่าครึ่งของความกว้างหน้ากลอง หุ้มด้วยแผ่นหนังทั้งด้านหน้าและแผ่นหลัง ดึงเข้าหากันโดยหนังที่เรียกว่า หนังชัก และหนังหูกลองข้างกลอง ห่างจากหน้ากลองประมาณ ๒๐ ซม. เจาะเป็นรู สี่เหลี่ยมขนาด ๑๐ x ๑๕ ซม. เรียกว่า "รูแพ" เพื่อเป็นการระบายเสียงขณะตี ข้างในกลองเหนือรูแพจะเป็นปุ่มเรียกว่าลิ้นกลอง เพื่อทำหน้าที่ปรับระดับเสียงของกลอง (เหมือนลิ้นแคน)
การขุดกลอง ก่อนจะลงมือขุดกลอง ช่างต้องเลือกต้นไม้ ไม้ที่นิยมทำกลองได้แก่ไม้ประดู่แดง ต้องเลือกต้นที่มีลักษณะของเซลล์ไม้ตรง ไม่คู้ หรือมีตา มีเส้นผ่าศูนย์กลางของแก่นไม้ประมาณ ๕๐ ซม. สูงประมาณ ๑ เมตร จำนวน ๒ ท่อน ไม้ชนิดอื่นก็ทำได้ แต่ไม่นิยม อาจเป็นเพราะขุดยากเมื่อทำเป็นกลองแล้วเวลาตีไม่ค่อยดัง และไม่แข็งแรง เครื่องมือที่ใช้ขุดกลองได้แก่ ขวาน สิ่ว สว่าน แชลง กบ และ "ง่อง" โดยการขุดตรงกลางไม้ให้กลวงเป็นโพรง มีความหนา บาง ตามความต้องการของช่าง
การทำหนังหน้ากลอง ในสมัยก่อนนิยมทำมาจากหนังโค ปัจจุบันนิยมใช้หนังกระบือเพราะจะเหนียว และทนกว่า โดยเลือกหนังกระบือที่มีอายุระหว่าง ๕-๑๐ ปี และไม่อ้วนเกินไป กระบือ ๑ ตัวจะทำหนังหน้ากลองได้ สองหน้า ส่วนที่เหลือจะใช้ทำหนังก้นกลอง หนังหูกลอง และหนังชัก ก่อนจะนำหนังกระบือไปหุ้มหน้ากลอง ต้องผึ่งแดดให้แห้ง แล้วนำมาขูดโดยใช้มีดที่คมมาก ให้บางจนเป็นที่พอใจ (ยิ่งบางกลองยิ่งมีเสียงดัง)
ไม้ตีกลอง นิยมมาจากไม้เค็ง เพราะจะมีคุณสมบัติที่เหนียวทนทาน เวลาตีน้ำหนักดี มีความยาวประมาณ ๗๐ ซม. เหลาให้กลม ปลายไม้เส้นผ่าศูนย์กลาง ๑ ซม. ตรงโคนไม้บริเวณมือจับพันด้วยผ้าให้พอดีเวลาตีแข่งขัน

การแข่งเรือ จ.กาฬสินธุ์

อุปกรณ์
๑. เรือยาวขุดด้วยไม้
๒. ฝีพาย ๔๐ คน
๓. กลอง-พังฮาด-ฉาบ-กิ่ง หรือ เครื่องดนตรีอื่น (สำหรับบรรเลงอยู่ในเรือ)
วิธีเล่น / กติกา
การจัดการแข่งขัน
รอบแรก กรรมการรับสมัครเรือจำนวน ๑๖ ลำ จับสลากแบ่งสายออกเป็น ๔ สาย แข่งขันแบบพบกันหมดในสาย เปลี่ยนลู่น้ำ นำเรือที่ได้คะแนนที่ ๑-๒ ของแต่ละสายไปจับสลากแบ่งออกเป็น ๒ สาย (สาย ก - ข) เพื่อแข่งขันในรอบที่ 
รอบที่สอง ดำเนินการแข่งขันเหมือนรอบแรก เรือที่มีคะแนนที่ ๑ - ๒ มีสิทธิ์เข้าแข่งขันในรอบรองชนะเลิศ
รอบรองชนะเลิศ จัดแข่งขันดังนี้
คู่ที่ ๑ เรือชนะที่ ๑ สาย ก. พบกับเรือที่ ๒ สาย ข.
คู่ที่ ๒ เรือชนะที่ ๑ สาย ข. พบกับเรือที่ ๒ สาย ก.
การแข่งขันในแต่ละคู่เปลี่ยนทางน้ำมีผลแพ้ - ชนะ ๒ ใน ๓ เที่ยว เพื่อหาเรือไปแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ
รอบชิงชนะเลิศ จัดแข่งขันดังนี้
-
นำเรือที่ชนะของแต่ละคู่ของรอบรองชนะเลิศมาแข่งขันชิงที่ ๑ และ ๒
-
นำเรือที่แพ้ของแต่ละคู่ของรอบรองชนะเลิศมาแข่งขันชิงที่ ๓ และ ๔
-
แพ้-ชนะ ๒ ใน ๓ เที่ยว
กติกาการแข่งขัน
๑. เรือทุกลำที่เข้าทำการแข่งขันต้องมาให้ถึงสนามแข่งขันก่อนเวลา ๐๘.๐๐ น. ของวันที่ทำการแข่งขัน พร้อมให้ตัวแทน หรือหัวหน้าเรือ ไปรายงานตัวต่อคณะกรรมการที่กองอำนวยการ ถ้าเรือใดมาช้ากว่ากำหนด กรรมการจะพิจารณาเป็นรายๆไป และเรือลำใดที่ไม่ลงเทียบท่าในเวลา ๐๙.๐๐ น. ซึ่งเป็นพิธีเปิดคณะกรรมการจะพิจารณาตัดเงินค่าเทียบท่าลำละ ๓๐๐ บาท
๒. เรือทุกลำที่ทำการแข่งขันต้องวิ่งในลู่ที่กำหนด ถ้ามีการตัดลู่น้ำจะโดยเจตนา หรือไม่ก็ตาม คณะกรรมการจะปรับแพ้ในเที่ยวนั้น

๓. เรือทุกลำต้องพร้อมที่จะเข้าทำการแข่งขันได้ทันทีเมื่อถึงเวลากำหนดในสูจิบัตร และเมื่อกรรมการจุดปล่อยเรือเรียกเข้าประจำที่ ถ้าเข้าประจำที่ช้าเกินกว่า ๕ นาที หลังจากคณะกรรมการเรียกแล้วจะถูกปรับแพ้ในเที่ยวนั้น และให้คณะกรรมการปล่อยเรือคู่แข่งพายตามลู่น้ำของตนลงมาถึงเส้นชัยจึงจะถือว่าเป็นฝ่ายชนะ หากเรือลำใดไม้คาดแตกหรือหัก กรรมการจะอนุญาตให้เปลี่ยนไม้คาดใหม่ ภายในเวลาไม่เกิน ๒๐ นาที ถ้าเกินจะปรับเป็นแพ้ โดยให้ไปรายงานกับกรรมการจุดปล่อยเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ และจับเวลา
๔. เรือทุกลำห้ามถอดหัวเรือในขณะทำการแข่งขัน
๕. เมื่อเรือแต่ละลำทำการแข่งขันของแต่ละเที่ยวผ่านไปแล้ว ให้รีบกลับไปลอยลำ รอการแข่งขันในเที่ยวต่อไป ณ จุดปล่อยเรือ โดยล่องเรือเลียบฝั่งทิศเหนือ
๖. ในขณะทำการแข่งขันหากฝีพายของเรือลำใดตกลงจากเรือจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม คณะกรรมการจะปรับให้แพ้ในเที่ยวนั้น แต่ถ้าฝีพายตกด้วยกันทั้งสองลำ กรรมการจะตัดสินให้เรือที่ถึงเส้นชัยก่อนเป็นลำชนะ
๗. ห้ามเรือทุกลำทำการฝึกซ้อมในสนามแข่งขันหลังจากพิธีเปิดทำการแข่งขันของแต่ละวัน
๘. คะแนนในการแข่งขันรอบที่ ๑ และรอบที่ ๒ เรือชนะได้ ๓ คะแนน เรือเสมอกันให้ลำละ ๑ คะแนน และเรือแพ้ได้ ๐ คะแนน
๙. หากเรือลำใดมีคะแนนเท่ากันในรอบคัดเลือก (รอบที่ ๑ หรือรอบที่ ๒) ให้จับสลากลู่น้ำแข่งขันกันใหม่ เพื่อหาลำชนะเข้ารอบต่อไป โดยแข่งเที่ยวเดียว
๑๐. การปล่อยเรือในส่วนถาวรของเรือเสมอกัน และการตัดสิน แพ้- ชนะ ของคณะกรรมการจะตัดสินส่วนถาวรของเรือถึงเส้นชัยเป็นเกณฑ์
๑๑. ให้เรือทุกลำที่ทำการแข่งขันของแต่ละวัน แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ประจำกองอำนวยการไว้ลำละ ๑ คน เพื่อติดต่อประสานงานตลอดจนร่วมแก้ปัญหาอันอาจมีขึ้นกับฝ่ายจัดการแข่งขัน
๑๒. ถ้าฝีพายหรือตัวแทนเรือลำใดมีกริยา วาจาไม่สุภาพเรียบร้อยต่อคณะกรรมการดำเนินการทำให้เป็นที่เสื่อมเสียชื่อเสียง คณะกรรมการอาจพิจารณาปรับให้เรือลำนั้นแพ้ฟาล์ว และปรับไม่ให้เข้าร่วมแข่งขันในสนามนี้อีก เป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๒ ปี
๑๓. การตัดสินของคณะกรรมการถือว่าเด็ดขาด หากเรือลำใดจะประท้วงให้ยื่นคำร้องขอประท้วงเป็นลายลักษณ์อักษร ต่อคณะกรรมการรับการประท้วง พร้อมทั้งหลักฐาน และเงินค่าประกันครั้งละ ๑๐๐ บาท และจะคืนเงินค่าประกัน ถ้าการประท้วงเป็นผล และให้ยื่นประท้วงภายในเวลา ๒๐ นาที หลังจากการแข่งขันเรือในเที่ยวนั้นๆ
โอกาส หรือเวลาที่เล่น
การแข่งเรือจะแข่งในเทศกาลน้ำหลาก คือในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ของทุกปี
คุณค่า / แนวคิด / สาระ
การแข่งเรือเป็นการเสริมสร้างศักยภาพของชุมชน บ่งบอกถึงความเป็นไทย เป็นการอนุรักษ์มรดกไทย และเสริมสร้างความสนุกสนาน ทั้งผู้ชม และผู้เข้าแข่งขัน และก่อให้เกิดความรัก ความสามัคคีของคนในท้องถิ่น ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้ชุมชน ดำรงอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี เป็นการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่นให้คงอยู่ไว้เป็นสมบัติชั่วลูก ชั่วหลาน

เต้นขาเดียว จ.ขอนแก่น

อุปกรณ์และวิธีการเล่น
สถานที่ กลางแจ้ง
ผู้เล่น ไม่จำกัดวัย เพศและจำนวน

วิธีเล่น
-
ผู้เล่นทุกคนขีดเส้นร่วมกันโดยเดินต่อกันเป็นแถว พร้อมกับร้องเพลงประกอบการเล่นว่า "ขีด ๆ ผู้ได๋บ่ขีด บ่ให้เล่นนำ" จะขีดเป็นวงกลมหรือสี่เหลี่ยมก็ได้
-
จับคู่แล้วทำการเสี่ยงแบ่งฝ่าย โดยคนแพ้จะอยู่กับฝ่ายแพ้ คนชนะจะอยู่กับฝ่ายชนะ

- ทั้งสองฝ่ายส่งตัวแทนมาทำการเสี่ยงกัน ฝ่ายไหนชนะจะได้เล่นเป็นฝ่ายวิ่งก่อน
-
ฝ่ายชนะเข้าไปอยู่ในวง ฝ่ายแพ้อยู่นอกวง
-
ฝ่ายแพ้จะเต้นขาเดียวไล่แตะฝ่ายชนะที่อยู่ในวง โดยจะเข้าไปเต้นทีละคน ถ้าฝ่ายเต้นสามารถไล่แตะถูกตัวผู้เล่นฝ่ายวิ่งคนใด คนนั้นถือว่าตาย ต้องออกไปอยู่วงนอกหมดสิทธิ์วิ่ง
-
ฝ่ายไล่จะพยายามไล่แตะจนกว่าฝ่ายวิ่งจะหมด จึงจะได้เปลี่ยนมาเล่นเป็นฝ่ายวิ่งแทน แต่ถ้าฝ่ายไล่ตายหมดก่อนก็จะได้เล่นเป็นฝ่ายไล่ต่อไป
กติกา

- ถ้าฝ่ายวิ่งคนใดถูกคนเต้นขาเดียวแตะต้อง จะถือว่าตาย
-
ถ้าฝ่ายเต้น ขาถูกพื้นทั้งสองขาพร้อมกัน จะถือว่าตาย
-
ฝ่ายไหนตายหมดก่อนถือว่าแพ้ จะต้องเล่นเป็นฝ่ายไล่ในตาต่อไป
โอกาสหรือเวลาที่เล่น
เล่นได้ทุกโอกาส
คุณค่า/แนวคิด/สาระ
-
ฝึกให้มีความรับผิดชอบตามกฎกติกาของการเล่น

- ให้มีความรับผิดชอบต่อสิทธิและหน้าที่ของตน
-
ส่งเสริมการออกกำลังกาย ให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง

โปงลาง จ.กาฬสินธุ์

โปงลางหรือบางแห่งเรียกว่า หมากกลิ้งกล่อม หมากเดอะเดิน เป็นเครื่องดนตรีที่พัฒนามาจาก "เกราะลอ" หรือ "ขอลอ" มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่าเดิมทีท้าวพรมโคตรได้อพยพมาจากประเทศลาวเข้ามาอยู่ฝั่งไทยได้คิดทำเกราะลอ โดยคิดเลียนแบบจากเกราะที่ใช้ตีตามหมู่บ้าน เมื่อผู้ใหญ่บ้านต้องการเรียกลูกบ้านมาประชุมแจ้งเหตุต่างๆ โดยนำเกราะลอที่ทำจากไม้เหลื้อมมัดเรียงกันด้วยเถาวัลย์ มีอยู่ ๖ ลูก ๕ เสียง มีเสียง ซอล ลา โด เร มี (ซอลสูง) เพื่อตีไล่ฝูงนกกาที่มากินข้าวในไร่นา ต่อมาท้าวพรมโคตรได้ย้ายมาอยู่บ้านกลางหมื่น อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ถ่ายทอดการตีเกราะลอให้แก่นายปาน ต่อมานายปานเสียชีวิตลง นายขาน ผู้เป็นน้องชายได้สืบต่อการตีเกราะลอมาและได้ถ่ายทอดให้ นายเปลื้อง ฉายรัศมี ซึ่งได้ทำการปรับปรุงการทำเกราะลอ โดยใช้ไม้หมากหาด(มะหาด) ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็ง เวลาตีแล้วไม่บวมง่าย มีเสียงดังกังวาน มีการเพิ่มลูกจาก ๙ ลูก เป็น ๑๒ ลูก และ ๑๓ ลูก เพิ่มจาก ๕ เสียง เป็น ๖ เสียง พร้อมกับคิดลายใหม่ๆ เพิ่มขึ้นคือ ลายอ่านหนังสือใหญ่ ลายอ่านหนังสือน้อย ลายสุดสะแนน ลายสร้อยและลายเซ และได้เปลี่ยนชื่อจากเกราะลอมาเป็น "โปงลาง"
อุปกรณ์
การเล่นโปงลางต้องประกอบไปด้วยดนตรีพื้นบ้าน ได้แก่ แคน ซอ พิณ หมากกั๊บแก้บ กลอง ไห นอกจากนี้ปัจจุบันได้พัฒนาขึ้นโดยมีนักร้องและผู้ร่ายรำประกอบเสียงดนตรีในวงโปงลางอีกด้วย
วิธีการเล่น
ทำนองลายโปงลางที่บรรเลงนั้น ได้จากการเลียนเสียงธรรมชาติและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอีสาน เช่น
๑. ลายลมพัดพร้าว ลีลาของเพลงแสดงถึงเสียงลมที่พัดมาถูกใบมะพร้าวจะแกว่งสะบัดตามแรงลมกลายเป็นเสียงและลีลาที่น่าฟังยิ่ง
๒. ลายโปงลาง ลีลาของเพลงนี้จะทำให้ผู้ฟังนึกถึงเสียงกระดิ่งผูกคอวัวที่ดังอยู่ไม่ขาดระยะมองเห็นวัวเดินตามกันเป็นทิวแถวข้ามทุ่ง
๓. ลายช้างขึ้นภู ลีลาของเพลงจะมีความเนิบช้าสง่างาม เหมือนลีลาการเดินของช้างที่กำลังเดินขึ้นภูเขาสูง
๔. ลายแมงภู่ตอมดอกไม้ ลีลาของเพลงจะทำให้มองเห็นภาพของแมลงภู่ ที่บินวนเวียนดูดน้ำหวานจากเกสรดอกไม้เป็นหมู่ๆ พร้อมกับส่งเสียงร้องด้วยความสดชื่นรื่นเริง
๕. ลายนกไซบินข้ามทุ่ง ลีลาของเพลงบรรยายถึงลีลาของนกที่บินเป็นหมู่ข้ามท้องทุ่งอันเขียวขจีด้วยนาข้าว
๖. ลายแม่ฮ้างกล่อมลูก ลีลาของเพลงสะท้อนให้เห็นถึงความอ้างว้างว้าเหว่ของหญิงที่ถูกสามีทอดทิ้งต้องกล่อมลูกอยู่เดียวดายตามลำพัง
๗. ลายภูไทยเลาะตูบ ลีลาของเพลงแสดงถึงภาพชีวิตของหนุ่มชาวภูไทที่มักจะแวะเวียนไปพูดกับหญิงสาวตามบ้านต่างๆ ในเวลาค่ำ
นอกจากนั้นยังมีลาย "กาเต้นก้อน" จะใช้เทียบเสียงโปงลางแต่ละลูกหลังจากทำเสร็จเรียบร้อย ซึ่งถือเป็นลายครูของโปงลาง และลายอื่นๆ อีก ซึ่งถือเป็นลายหลัก คือ ลายอ่านหนังสือใหญ่ อ่านหนังสือน้อย สุดสะแนน ลายสร้อย และลายเซ ซึ่งเพียงฟังจากชื่อก็จะรับรู้ถึงท่วงทำนองของเพลงที่กลั่นกรองมาจากชีวิตพื้นบ้าน และธรรมชาติรอบข้าง
สาระ
"
โปงลาง" เป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองของอีสานชนิดหนึ่งที่ถือกำเนิดที่จังหวัดกาฬสินธุ์ จึงถือเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดกาฬสินธุ์มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ โดยเฉพาะผู้สืบทอด และอนุรักษ์ไว้ คือ นายเปลื้อง ฉายรัศมี ศิลปินแห่งชาติ "โปงลาง" จึงควรแก่การอนุรักษ์และถ่ายทอดให้เยาวชนรุ่นหลังได้ทราบ และตระหนักถึงคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมที่ดีงามและคุณความดีของบุคคลที่น่ายึดถือเป็นแบบอย่างสืบทอดไว้ตราบชั่วกาลนาน

จานช้อนใบ จ.ชัยภูมิ

อุปกรณ์การเล่น ผ้าขาวม้าฝั้นเกลียวให้แน่นใช้สำหรับตี
วิธีการเล่น หนุ่มสาวยืนล้อมวง เป็นวงกลมซ้อนกัน ๒ วง คนหน้าและคนหลังยืนตรงกัน เรียกคนหน้าว่าจานใบที่ ๑ และเรียกคนหลังว่าจานใบที่ ๒ จะมีคนเกินอยู่ ๑ คน และคนไล่ ๑ คน เมื่อเริ่มเล่นคนที่เป็นเศษจะต้องวิ่งไปซ้อนหน้าคนที่ยืนซ้อนกันอยู่แล้ว เมื่อซ้อนเข้าไปแล้วคนที่อยู่หลังสุดก็จะกลายเป็นเศษ คือเป็นจานใบที่ ๓ ก็จะถูกไล่ตี เพราะฉะนั้นคนที่เป็นคนที่ ๓ จะต้องวิ่งหนีเพื่อซ้อนคนอื่นต่อไป
กติกาการเล่น คนที่เป็นคนเศษแล้วถูกซ้อน ต้องซ้อนข้างหน้าเท่านั้น คนที่อยู่ที่ ๓ ถ้าตีถูกหรือถูกตีถือว่าตาย ต้องกลับมาเป็นผู้ไล่ต่อไป
โอกาสที่เล่น
ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ส่วนใหญ่ผู้เล่นคือหนุ่มสาว เพื่อที่จะได้เกิดความใกล้ชิดและชอบพอกัน ในปัจจุบันยังมีการละเล่นจานช้อนใบอยู่บางหมู่บ้าน เช่น บ้านเดื่อ บ้านบัว อำเภอเกษตรสมบูรณ์
คุณค่า / แนวคิด / สาระ
นอกเหนือจากความสนุกสนานแล้วยังเป็นการละเล่นที่ปลูกฝังเรื่องการเคารพกฎกติกา ฝึกให้เป็นคนมีระเบียบวินัย ทั้งยังเป็นการสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ

แข่งเรือบก จ.ชัยภูมิ

อุปกรณ์
ไม้กระดาน ๒ แผ่น ยาวประมาณ ๑ วาเศษ พร้อมเชือกที่จะใช้รัดหลังเท้าติดกับไม้
วิธีการเล่น ผู้เล่นแบ่งเป็นกลุ่ม ๆ ละ ๒-๕ คน โดยจะรัดเท้าทั้ง ๒ ข้าง ไว้กับกระดาน ๒ แผ่น มือจับเอวหรือจับไหล่ของผู้ที่อยู่ข้างหน้า อาศัยความพร้อมเพรียงจะยกเท้าซ้ายพร้อม ๆ กัน ดันไม้กระดานไปข้างหน้า กลุ่มใดถึงเส้นชัยก่อนถือว่าชนะ
โอกาสหรือเวลาที่เล่น
ส่วนใหญ่จะเล่นในเทศกาลสงกรานต์
คุณค่า / แนวคิด / สาระ
นอกจากจะเป็นการออกกำลังขาแล้วยังสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ สร้างความสนุกสนาน การแข่งเรือบกจะเล่นกันในพื้นที่ ๆ ไม่มีแม่น้ำไหลผ่าน

วิ่งขาโถกเถก จ.ชัยภูมิ

อุปกรณ์ ไม้ไผ่กิ่ง ๒ ลำ ถ้าไม่มีก็เจาะรูแล้วเอาไม้อื่นๆ สอดไว้เพื่อให้เป็นที่วางเท้าได้
วิธีการเล่น ผู้เล่นจะเลือกไม้ไผ่ลำตรง ๆ ที่มีกิ่ง ๒ ลำที่กิ่งมีไว้สำหรับวางเท้าต้องเสมอกันทั้ง ๒ ข้าง ผู้เล่นขึ้นไปยืนบนแขนงไม้เวลาเดินยกเท้าข้างไหนมือที่จับลำไม้ไผ่ก็จะยกข้างนั้น ส่วนมากเด็ก ๆ ที่เล่นมักจะมาแข่งขันกัน ใครเดินได้ไวและไม่ตกจากไม้ถือว่าเป็นผู้ชนะ
โอกาสที่เล่น
การวิ่งขาโถกเถก ถือเป็นการละเล่นที่เล่นได้ทุกโอกาส โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์
คุณค่า / แนวคิด / สาระ
นอกเหนือจากความสนุกสนานแล้ว ยังเป็นเครื่องมือในการออกกำลังกาย บริหารส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้เป็นอย่างดี เดิมผู้ที่ใช้ขาโถกเถกเป็นชายหนุ่มไปเกี้ยวสาว เสียงเดินจากไม้เมื่อสาวได้ยินก็จะมาเปิดประตูรอเพื่อพูดคุยกันตามประสาหนุ่มสาว หรือบ้านสาวเลี้ยงสุนัขไม้โถกเถกยังเป็นอุปกรณ์ไล่สุนัขได้ด้วย

ฟ้อนผู้ไทย จ.นครพนม

อุปกรณ์

เครื่องดนตรีอีสาน และเครื่องดนตรีผู้ไทย เช่น แคน กลองหาง ฉิ่ง ฉาบ กลองสองหน้า ซอ พิณ ฆ้องเล็ก ไม้กั๊บแก้บ
วิธีเล่น
หนุ่มสาวชาวผู้ไทย ชายหญิงจับคู่เป็นคู่ ๆ แล้วฟ้อนท่าต่าง ๆ ให้เข้ากับจังหวะดนตรีโดยรำเป็นวงกลมแล้วแต่ละคู่จะเข้าไปฟ้อนรำกลางวงเป็นการโชว์ลีลาท่ารำ
ท่าฟ้อนผู้ไทยเรณูนคร มี ๑๖ ท่า ดังนี้คือ
๑.ท่าโยกหรือท่าเตรียม (ท่าเตรียมโยกตัวไปมาเป็นการอุ่นเครื่องเพื่อจะไปท่าบิน)
๒.ท่าบิน หรือท่านกกะทาบินเลียบ
๓.ท่าเพลิน หรือท่ารำเพลิน
๔.ท่าเชิด หรือ ท่ารำเชิด
๕. ท่าม้วน หรือท่ารำม้วน
๖. ท่าส่วย หรือท่ารำส่วยเปิด
๗.ท่าลมพัดพร้าว
๘.ท่ารำเดี่ยว หรือฟ้อนเลือกคู่
๙.ท่าเสือออกเหล่า
๑๐.ท่ากาเต้นก้อนกินข้าวเย็น
๑๑. ท่าเสือลากหาง
๑๒. ท่าม้ากระทืบโฮง
๑๓. ท่าจระเข้ฟาดหาง
๑๔. ท่ามวยโบราณ
๑๕. ท่าถวายพระยาแถน หรือท่าหนุมานถวายแหวน
๑๖. ท่ารำเกี้ยว
การแต่งกายฟ้อนผู้ไทยเรณูนคร
ฝ่ายชายจะนุ่งกางเกงขาก๊วย สวมเสื้อม่อฮ่อมสีน้ำเงิน คอพระราชทานขลิบแดงกระดุมทองหรือเงิน มีผ้าขาวม้าไหมมัดเอว สวมสายสร้อยเงิน ข้อเท้าทำด้วยเงิน ประแป้ง แต่งหน้าขาวดอกไม้ทัดหูอย่างสวยงาม
ฝ่ายหญิงนั้นนุ่งผ้าถุงและสวมเสื้อแขนกระบอกสีน้ำเงินขลิบแดง ประดับด้วยกระดุมทองหรือเงินสวมสร้อยคอ กำไลข้อมือ ข้อเท้าหรือทำด้วยทองหรือเงินตามควรแก่ฐานะของตน มีดอกไม้สีขาวประดับผมหญิงสาวที่จะฟ้อนผู้ไทยเรณูนครต้อนรับแขกจะได้ต้องเป็นสาวโสด แต่งงานแล้วจะไม่มีสิทธิ์ฟ้อนผู้ไทยเรณูนคร เวลาฟ้อนทั้งชายหญิงจะต้องไม่สวมถุงเท้าหรือรองเท้า และที่สำคัญคือในขณะฟ้อนผู้ไทยนั้นฝ่ายชายจะถูกเนื้อต้องตัวฝ่ายหญิงไม่ได้เด็ดขาด (มิฉะนั้นจะผิดผี เพราะชาวผู้ไทยนับถือผี บ้านผีเมือง อาจจะถูกปรับไหมตามจารีตประเพณีได้)
โอกาสหรือเวลาที่เล่น
แสดงในเทศกาลต่าง ๆ ที่มีในท้องถิ่น เช่น สงกรานต์ ไหลเรือไฟวันเพ็ญเดือนสาม และต้อนรับแขกผู้ใหญ่ของจังหวัด เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีและมกุฎราชกุมารของต่างประเทศ ฯลฯ
คุณค่า /แนวคิด /สาระ
เป็นการนำเอาเอกลักษณ์ด้านการแต่งกาย ด้านการฟ้อนรำ ด้านมวยโบราณ มาแสดงออกเป็นศิลปวัฒนธรรม เพื่อให้คนทั่วไปได้ชื่นชม
การฟ้อนผู้ไทยเรณูนครหรือที่ชาวผู้ไทยนิยมเรียกว่า รำผู้ไทย" เป็นประเพณีที่มีมาแต่บรรพบุรุษ ที่สร้างบ้านแปลงเมือง การฟ้อนผู้ไทยนี้ถือว่าเป็นศิลปะเอกลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรมประจำเผ่าของผู้ไทยเรณูนคร ผู้ไทยแบ่งออกเป็น ๒ พวกใหญ่คือ ผู้ไทยดำและผู้ไทยขาว ชาวผู้ไทยดำและผู้ไทยขาว มีสีผิวเป็นสีขาวเหมือนกัน แต่ชาวผู้ไทยดำนิยมแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำหรือสีน้ำเงิน สีขาวเป็นสีที่มีสิริมงคล สีแดงเป็นสีแสดงถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ชาวผู้ไทยมีนิสัยเปิดเผยและโอบอ้อมอารี มีความสามัคคีพร้อมเพรียงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามเป็นที่ประทับใจของผู้ที่ได้พบเห็น
การฟ้อนผู้ไทยเรณูนคร ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการได้บรรจุวิชา การฟ้อนผู้ไทยเรณูนคร" เข้าไว้ในหลักสูตรให้นักเรียนทั้งชั้นประถมศึกษา และมัธยมศึกษาเล่าเรียนกันโดยเฉพาะนักเรียนที่เล่าเรียนอยู่ในถานศึกษาภายในเขตอำเภอเรณูนคร จะฟ้อนรำประเพณี การฟ้อนผู้ไทย" เป็นทุกคน

เพลงโคราช จ.นครราชสีมา

อุปกรณ์และวิธีการเล่น
เล่นบนโรงเพลงขนาด ๓x๓ เมตร หมอเพลงชาย ๒ คน หญิง ๒ คน นุ่งผ้าโจงกระเบน หญิงสวมเสื้อรัดรูป ชายสวมเสื้อคอกลมหรือเสื้อเชิ้ต มีผ้าขาวม้าคาดพุง หมอเพลงจะเริ่มลงโรงว่าเพลงตั้งแต่ ๒๑.๐๐ น. ไปจนถึง ๐๖.๐๐ น. ของวันใหม่ เริ่มจากพิธีการไหว้ครูแล้วหมอเพลงผู้ชายลงโรงก่อนร้องเพลงเกริ่น บอกให้รู้ถึงเหตุที่จัดให้มีการเล่นเพลงขึ้นเพื่ออะไร งานอะไร ใครเป็นเจ้าภาพ ให้ผู้ฟังทราบและมักจะมีการขออภัยผู้ชมหากการแสดงบกพร่อง จากนั้นจะร้องเชิญฝ่ายหญิงให้มาว่าเพลงกับตน เมื่อฝ่ายหญิงลงโรงแล้วจะร้องแก้ว่าที่ลงมาช้าเพราะเป็นผู้หญิงต้องแต่งกายให้สวยงาม จากนั้นก็ดำเนินการว่าเพลง เริ่มตั้งแต่เพลงถามข่าว เป็นการถามถึงชื่อบ้านเกิด การทำมาหากินของกันละกัน แล้วร้องเพลงเปรียบแล้วว่าเพลงไหว้ครู เพื่อระลึกถึงครูอาจารย์ คุณพระรัตนตรัย และพญามารที่จะมาขัดขวางการว่าเพลง แล้วว่าเพลงปรึกษากันว่าจะเริ่มเล่นเรื่องอะไรก่อนดี จากนั้นว่าเพลงเกี้ยวเป็นการเกี้ยวพาราสีกันเมื่อชอบพอกันแล้วก็ชวนกันหนีหรือชวนไปชมนกชมไม้ จากนั้นว่าเพลงชมธรรมชาติ จบจากเพลงชมธรรมชาติจึงว่าเพลงเรื่อง เช่น เวสสันดร ศุภมิตรเกศินี ฯลฯ จบจากเพลงเรื่องจึงเน้นเพลงลองปัญญาเพื่อซักถามประวัติบางสิ่งบางอย่างทดสอบปัญญากัน เมื่อใกล้สว่างก็จะว่าเพลงเกี้ยวแกมจากสั่งลากัน และเพลงปลอบที่จะต้องจากกัน ฝ่ายหญิงจะว่าเพลงคร่ำครวญ สุดท้ายเป็นเพลงให้พรเจ้า ภาพและเพลงลาเป็นการจำลาโรงเมื่อรุ่งเช้า
โอกาสที่เล่น
เล่นในงานนักขัตฤกษ์ งานสมโภชต่าง ๆ และการเล่นแก้บนท้าวสุรนารี
คุณค่า
๑. เนื้อหาของเพลงจะแสดงวิถีชีวิตของบุคคลในสังคมในแง่มุมต่าง ๆ รวมทั้งแทรกความสนุกสนานในรูปความบันเทิงอย่างดียิ่ง หมอเพลงโคราชในอดีตได้ทำหน้าที่เป็นผู้แพร่ข่าวสารจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เป็นผู้มีประสบการณ์กว้างไกล เพราะพบเห็นเหตุการณ์และผู้คนหลากหลาย หมอเพลงโคราชและคนฟังเพลงโคราชในอดีตจึงมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะเป็นคนในสังคมเดียวกัน จึงเข้าใจปัญหาของกันและกัน ต่างก็เป็นปราชญ์ทางภาษาเช่นเดียวกัน จึงสื่อความคิดผ่านเพลงโคราชออกมาสู่กันได้
๒. เพลงพื้นบ้านเป็นคติชนวิทยา ซึ่งเป็นที่รวมความรู้เกี่ยวกับชาติพันธุ์โคราช ทั้งภาษา ความรู้ ความคิด วัฒนธรรม ประเพณี ตลอดจนปรัชญาของชีวิต

มโหรี จ.นครราชสีมา

อุปกรณ์และวิธีเล่น
มโหรีเป็นการเล่นดนตรีพื้นบ้านโคราช มีอุปกรณ์ที่เป็นเครื่องดนตรีได้แก่ ซอด้วง ซออู้ ปี่นอก กลองเทิ่ง (กลอง ๒ หน้า) ฉิ่ง ฉาบ บางครั้งจึงเรียกว่าวงกลองเทิ่ง
วิธีการเล่นดนตรีมโหรี คือ การบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีดังกล่าว เป็นเพลงและท่วงทำนองได้ทุกเพลง ทั้งเพลงไทยเดิม และเพลงสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลงลูกทุ่ง เพลงที่วงมโหรีนิยมบรรเลง ได้แก่ เพลงพม่าแห่กระจาด เพลงกันตรึม ฯลฯ
โอกาสและเวลาที่จะเล่น
เล่นในงานมงคล งานสมโภชต่าง ๆ เช่น งานโกนจุก แห่ลานาค (นาคลาญาติผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน) แห่นาคไปวัด แห่นาคเข้าโบสถ์ ปัจจุบันกลุ่มวัฒนธรรมโคราชในนครราชสีมา ยังนิยมใช้มโหรีบรรเลงเพื่อสมโภชและแห่ในงานประเพณีบวชนาคอยู่มาก
คุณค่า/แนวคิด/สาระ
ทำให้เกิดความสนุกสนาน ครึกครื้น

แม่นางด้ง จ.บุรีรัมย์

แม่นางด้ง เป็นการละเล่นเชิญผีหรือวิญญาณมาร่วมสนุกสนานในเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเชื่อกันว่าวิญญาณของภูติผีปีศาจที่มาจากป่าดงจะมาร่วมสนุกสนานในเทศกาลสงกรานต์นี้ด้วย
อุปกรณ์การเล่น
๑. สากตำข้าว ๔ อัน
๒. กระด้ง ๑ อัน
๓. ผ้าขาว ๑ ผืน
๔. เครื่องเซ่น มี ข้าว กับข้าว หมาก พลู บุหรี่ กรวยดอกไม้ ๑ ธูปและเทียน
วิธีเล่น
เลือกหญิงสาวที่จะเล่นเป็นนางด้ง ๒ คน ให้หันหน้าเข้าหากันบนสากตำข้าว ๔ อันที่วางกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าบนพื้นดิน ทั้งสองคนจับกระด้งที่วางคว่ำอยู่คนละข้าง เอากรวยวางลงบนกระด้งแล้วเอาผ้าขาวมาคลุมร่างไว้ให้มิดชิด เริ่มพิธีเซ่นไหว้วิญญาณนางด้งเข้ามาทรงในร่างหญิงสาว ผู้ร่วมเล่นทั้งหมดมีเด็กหนุ่มสาวและคนแก่ จะช่วยกันร้องเพลงนางด้งไปเรื่อยๆ จนกว่าวิญญาณของนางด้งจะมาเข้าทรงผู้เล่นทุกคนจะช่วยกันร้องเพลงนางด้งไปเรื่อยๆ พร้อมกับตีกลอง ฉิ่ง ฉาบ กรับ ไม้ แล้วแต่จะหามาได้เมื่อสังเกตเห็นกระด้งที่หญิงสาวคนใดคนหนึ่งเริ่มเคลื่อนไหวแล้วค่อยๆ แกว่งแรงขึ้นตามลำดับแสดงว่าวิญญาณนางด้งเข้ามาสิงหญิงสาวคนใดคนหนึ่ง และเมื่อเห็นนางด้งเข้าเต็มร่างเต็มที่จะแกว่งกระด้งอย่างแรง หญิงสาวอีก
คนหนึ่งก็จะปล่อยกระด้ง จากนั้นนางด้งจะลุกขึ้นถือกระด้งไล่ตีผู้เล่นทั้งหมด โดยเฉพาะชายหนุ่ม จึงมักจะพากันยั่วเย้าให้นางด้งตีโดยห้ามมิให้ผู้ชายคนใดเข้าไปถูกตัวนางด้ง เพราะจะทำให้วิญญาณออกจากร่างทันที เมื่อเล่นไประยะหนึ่งเห็นว่านางด้งเหนื่อยมากแล้ว จะมีคนแอบไปแย่งกระด้งเอาไปซ่อนแล้วนำกระด้งกลับมาที่นั่งเดิม แล้วถามนางด้งเป็นใครมาจากไหนชื่ออะไร ผู้เล่นทุกคนจะช่วยกันร้องเพลงให้นางด้งรำพันขณะที่กำลังรำนางด้งจะพยายามมองหากระด้ง พวกชายหนุ่มจะเย้าแหย่เป็นที่สนุกสนาน จนกระทั่งเหนื่อยทั้งผู้เล่นและนางด้ง ให้ผู้ชายคนใดคนหนึ่งวิ่งเข้าไปถูกตัวนางด้งหรือเหยียบสากที่นางด้งนั่ง วิญญาณนางด้งก็จะออกจากร่างทันที
การเล่นนางด้งสะท้อนให้เห็นความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องผี ซึ่งเป็นความเชื่อของชาวบ้านจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

โค้งตีนเกวียน หรือระวงตีนเกวียน จ.ยโสธร

อุปกรณ์และวิธีเล่น
แบ่งผู้เล่นออกเป็นสองพวก พวกหนึ่งยืนอีกพวกหนึ่งนั่งสลับกันเป็นวงกลมคล้ายล้อเกวียน พวกที่นั่งจะเอาเท้ายันกันไว้ตรงกลางคล้ายดุมเกวียนและเอามือจับกับคนที่ยืน จะเดินไปรอบๆ เป็นวงกลม ฝ่ายนั่งก็จะนั่งให้ก้นลอยพ้นพื้น หมุนตามไปโดยใช้เท้าที่ยันกันไว้นั้นเป็นศูนย์กลาง ถ้าฝ่ายนั่งทำมือหลุดหรือวงแยกออกจากกันก็จะเป็นฝ่ายแพ้ เปลี่ยนให้คนที่ยีนเป็นฝ่ายนั่งและคนที่นั่งเป็นฝ่ายยืน แล้วเล่นต่อ
โอกาสหรือเวลาที่จะเล่น
เล่นได้ทุกโอกาส แต่มักจะมีการเล่นเมื่อมีงานเทศกาลต่างๆ เช่น ตรุษสงกรานต์ บุญข้าวสาก
คุณค่า/ แนวคิด/ สาระ
ชีวิตของคนเราหมุนวนไปคล้ายล้อเกวียนไม่หยุดนิ่ง

เดินกะโป๋ หรือ เดินกะลา จ.ยโสธร

อุปกรณ์
ประกอบด้วยกะลาสองอันขนาดเท่าๆ กัน เจาะรูตรงกลางแล้วใช้เชือกหนึ่งเส้น ยาวประมาณ ๒-๓ เมตร หรือพอเหมาะกับผู้เล่น ปลายแต่ละข้างสอดเข้าไปในรูกะลาที่เจาะไว้ โดยคว่ำกะลาแล้วผูกปมเชือกไว้ให้โตกว่ารูของกะลาเพื่อกันเชือกหลุดเวลาเล่น
วิธีเล่น
ผู้เล่นจะขึ้นไปยืนบนกะลาโดยใช้นิ้วหัวแม่เท้าและนิ้วชี้คีบเชือกบนกะลา มือสองข้างดึงเชือกให้ตึง และเดินแข่งขันกัน
โอกาสหรือเวลาที่จะเล่น
เล่นได้ทุกโอกาส แต่มักจะมีการเล่นเมื่อมีงานเทศกาลต่างๆ
คุณค่า/ แนวคิด/ สาระ
เพื่อความสนุกสนาน และความสามัคคีในหมู่คณะ

การเล่นงูกินหาง จ.ร้อยเอ็ด

อุปกรณ์และวิธีเล่น 

การเล่นงูกินหางไม่มีอุปกรณ์การเล่นใด ๆ สามารถเล่นได้ทุกโอกาสจะมีเล่นทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ส่วนมากผู้ใหญ่จะเล่นในเทศกาลสำคัญ เช่น สงกรานต์ ส่วนเด็ก ๆ จะเล่นทุกโอกาสที่เด็ก ๆ รวมกันซึ่งมีวิธีการเล่นดังนี้ เริ่มเล่นเมื่อผู้เล่นพร้อมกันแล้วจะเริ่มด้วยการเสี่ยงถ้าใครแพ้คนนั้น ก็จะออกเป็นพ่องู ส่วนผู้ชนะก็จะได้เล่นเป็นแม่งูและลูกงู ู ส่วนมากในกลุ่มผู้เล่นจะเลือกเอาคนที่มีร่างกายแข็งแรงหรือรูปร่างใหญ่ในทีมเป็นแม่งู เพื่อเอาไว้ป้องกันลูกงู เมื่อได้ผู้เล่นแล้วพ่องูและแม่งูจะยืนหันหน้าเข้าหากัน ส่วนแม่งูจะมีลูกงูกอดเอวต่อแถวไปข้างหลังแล้วพ่องูจะเริ่มถามแม่งูว่า
พ่องู "แม่งูเอ๋ยกินน้ำบ่อไหน"
แม่งู "กินน้ำบ่อโสกโยกไปโยกมา" พร้อมแสดงอาการส่ายตัวไปมา

พ่องู "แม่งูเอ๋ยกินน้ำบ่อไหน"
แม่งู "กินน้ำบ่อหินบินไปบินมา" พร้อมแสดงอาการบินไปบินมา
พ่องู "แม่งูเอ๋ยกินน้ำบ่อไหน"
แม่งู "กินน้ำบ่อทรายย้ายไปย้ายมา" พร้อมแสดงอาการส่ายตัวไปมา
พ่องู "กินหัวกินหางกินกลางตลอดตัว"
เมื่อพ่องูกล่าวเสร็จพ่องูจะเริ่มไล่จับลูกงูที่กอดเอวแม่งูอยู่ส่วนแม่งูก็จะพยายามป้องกันไม่ให้พ่องูไปแย่งลูกงูได้ เมื่อพ่องูจับลูกงูคนใดได้ลูกงูก็จะออกมายืนอยู่ต่างหากเพื่อรอเล่นรอบต่อไป ส่วนพ่องูจะพยายามแย่งลูกงูให้ได้หมดทุกตัวจึงจะถือว่าจบการเล่นรอบหนึ่ง เมื่อพ่องูจับลูกงูได้ทุกตัวแล้วก็จะเริ่มเล่นใหม่ โดยพ่องูคนเดิมจะกลับไปเป็นแม่งูในรอบต่อไป

คุณค่า/แนวคิด/สาระ
๑. ให้ความสนุกสนานในกลุ่มผู้เล่น
๒. ฝึกให้เกิดความสามัคคีในกลุ่มผู้เล่น
๓. ฝึกฝนการต่อสู้และการหลบหลีกภัยที่จะเกิดกับตน
๔. ฝึกการทำงานเป็นกลุ่มตั้งแต่วัยเด็ก
๕. ได้ออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรง

ก๊อกล๊อต จ.เลย
อุปกรณ์และวิธีเล่น
อุปกรณ์ที่เล่นประกอบด้วยแผ่นไม้กระดานแผ่นเรียบ ๑ แผ่น ไม้ขนาดหน้าสาม ๑ ท่อน และเหรียญบาทหรือเหรียญห้าบาท หรือเหรียญสิบบาท
วิธีการเล่น
เริ่มโดยเตรียมสถานที่เป็นที่โล่งแล้วนำไม้กระดานแผ่นเรียบไปพิงไว้ที่ใดที่หนึ่งให้ทำมุมเฉียง ๔๕ องศา ต่อจากนั้นนำไม้หน้าสามไปวางเป็นแนวนอนให้อยู่ตรงข้ามกับไม้กระดานแผ่นเรียบ โดยให้ห่างจากกันประมาณ ๑ เมตร เมื่อเตรียมทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยผู้เล่นจะมีจำนวนกี่คนก็ได้เข้าแถวเพื่อรอคิวกลิ้งเหรียญจากแผ่นไม้กระดานแผ่นเรียบไปกระทบแผ่นไม้หน้าสาม การตัดสิน หากเหรียญของผู้เล่นคนใดกระเด็นออกไปไกลที่สุดก็จะถือว่าเป็นผู้ชนะ รางวัล คือ เหรียญทั้งหมดที่มีผู้ลงเล่นในแต่ละครั้ง แต่การละเล่นก๊อกล๊อคมีเงื่อนไขข้อหนึ่งว่า การใช้เหรียญเพื่อแข่งขันผู้เล่นต้องใช้เหรียญประเภทเดียวกัน
โอกาสหรือเวลาที่เล่น
นิยมเล่นในช่วงเดือนเมษายนของทุกปีคือเทศกาลสงกรานต์
คุณค่า/แนวคิด/สาระ
การละเล่นก๊อกล๊อคมิใช่การละเล่นที่มุ่งเพื่อการพนัน แต่เป็นการละเล่นเพื่อความสนุกสนาน คลายความเครียดความเหน็ดเหนื่อย หลังจากฤดูเก็บเกี่ยวข้าว อีกทั้งเป็นการเชื่อมความสมัครสมานสามัคคี

ตีนเลียน (ล้อเลื่อน) จ.ศรีสะเกษ

อุปกรณ์การเล่น
ตีนเลียน ทำด้วยไม้กระดานรูปวงกลมรัศมี ๘-๑๒ นิ้ว เจาะรู ตรงกลางใช้ไม้ไผ่ยาวประมาณ ๒ เมตร ผ่าครึ่งยาวประมาณ ๑๒ นิ้ว เพื่อเชื่อมกับรูของกระดานโดยใช้ตะปู หรือไม้ที่แข็งเป็นเพลาแล้วสกัดไว้ให้แน่นไม่หลุดออกมา
วิธีการเล่น
๑. การเริ่มต้นผู้เล่นจะยืนเรียงกันโดยใช้ไม้ไผ่ด้านปลายวางไว้ที่บ่าแล้วจับให้แน่น
๒. สัญญาณบอกเริ่มวิ่ง ผู้เล่นก็จะดันตีนเลียนให้วิ่งออกไป เพื่อให้ถึงเส้นชัยซึ่งอาจจะเป็นระยะทาง ๕๐ เมตร หรือ ๑๐๐ เมตร
๓. การสิ้นสุดการเล่นใครถึงเส้นชัยก่อนเป็นผู้ชนะ
โอกาสที่เล่น
นิยมเล่นในงานประเพณีสงกรานต์หรือประเพณีอื่นที่เห็นว่าเหมาะสม เพื่อสร้างความสนุกสนาน
คุณค่า/สาระ
ผู้เล่นได้รับความสนุกสนาน สร้างความสามัคคีในหมู่คณะ เสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรง

ลูกสะบ้า จ.ศรีสะเกษ

อุปกรณ์
ใช้ลูกสะบ้าประมาณ ๓๐ ลูก เป็นลูกที่ใช้ตั้งฝ่ายละ ๕ ลูก ใช้เป็นลูกโยนฝ่ายละ ๑๐ ลูก คนเล่นฝ่ายละ ๕-๗ คน
วิธีการเล่น
 แบ่งคนเล่นออกเป็น ๒ ฝ่าย แล้วตั้งลูกสะบ้าไว้ฝ่ายละ ๕ ลูก
๒. แต่ละฝ่ายจะอยู่ห่างกันประมาณ ๑๐-๑๕ เมตร มีลูกสะบ้าสำหรับโยน ๑๐ ลูก
๓. ตกลงกันว่าจะให้ฝ่ายใดเริ่มโยนก่อน
๔. การสิ้นสุดการเล่นฝ่ายใดโยนล้มหมดทุกลูกจะเป็นฝ่ายชนะ
๕. ฝ่ายที่แพ้จะถูกเคาะหัวเข่า (เขกเข่า) ด้วยลูกสะบ้า
โอกาสหรือเวลาที่เล่น
นิยมเล่นในงานประเพณีสงกรานต์ หรือ งานเทศกาลรื่นเริงในหมู่บ้าน เวลากลางวัน
สาระ
ผู้เล่นได้รับความสนุกสนานสร้างเสริมความสามัคคีในหมู่คณะรักพวกพ้อง รู้จักคิดหาวิธีช่วยเหลือกันและมีน้ำใจเป็นนักกีฬา รู้จักแพ้ รู้จักชนะ รู้จักอภัย

หนังตะลุงบ้านผึ้งเพียมาตร จ.ศรีสะเกษ

อุปกรณ์การเล่น
ตัวหนังที่เป็นรูปพระราม ตัวทหาร ตัวตลก ที่มีชื่อและลักษณะท่าทางเหมือนคนอีสาน เช่น ปลัดตื้อ บักป่อง บักแหมบ เวทีที่ใช้แสดงจะอยู่ระดับสายตา ส่วนจอจะสูงจากเวทีประมาณ ๑ เมตร ขนาดของเวทีกว้างประมาณ ๑.๘๐ เมตร ยาวประมาณ ๕.๓๐ เมตร แสงไฟที่ส่องจอใช้ตะเกียงโป๊ะ (เจ้าพายุ) ต่อมาใช้หลอดไฟฟ้าขนาด ๖๐, ๙๐ แรงเทียน
วิธีการเล่น
ผู้เชิดและผู้พากย์เป็นคนเดียวกัน นักดนตรี ๓ คน มีกลอง แคน และระนาดเอก ปัจจุบันได้พัฒนาตามความนิยมของผู้ชม คือ ใช้ทำนองหมอลำซิ่ง เพื่อความสนุกสนาน นิยมแสดงเรื่องรามเกียรติ์ ตอนพระรามออกบวชจนกระทั่งพระรามกลับมาครองเมือง
คุณค่า/สาระ
สะท้อนให้เห็นศิลปะการแกะสลักตัวหนัง การบรรเลง ดนตรีการขับร้อง ทั้งผู้เล่น ผู้ชม มีความสนุกสนาน

เจรียงซันตูจ (การเกี้ยวพาราสีในรูปร้องรำทำเพลง) จ.สุรินทร์

อุปกรณ์และวิธีการเล่น
เจรียงซันตูจ แปลว่า ร้อง-ตกเบ็ด เป็นการร้องเล่นในงานเทศกาลต่าง ๆ หรืองานบวชนาคและที่แพร่หลายกันมากคือ ช่วงเดือน ๑๐ (ไงแซนโดนตา) และช่วงเดือน ๕ (แคแจด) ในวันฉลองส่วนมากจะจัดเป็นงานวัด หนุ่ม ๆ ที่มาร่วมงานจะมารวมกันเป็นกลุ่ม ๆ และหาคันเบ็ดมา ๑ อัน เหยื่อที่ปลาคันเบ็ดนั้นใช้ขนม ข้าวต้มมัด ผลไม้ผูกเป็นพวง วิธีการตกเบ็ดนั้นที่ใดมีกลุ่มหญิงสาวนั่งรวมกันอยู่ กลุ่มหนุ่ม ๆ จะพากันร้องรำทำเพลงแล้วก็หย่อนเบ็ดให้เหยื่อไปลอยอยู่ตรงหน้าสาวคนนี้บ้างคนโน้นบ้าง ผู้ที่ถือคันเบ็ดจะเป็นผู้ร้องเพลง (เจรียง) เอง หากสาวผู้นั้นรับเหยื่อ (หรือขนม) ไปแสดงว่าพอใจ หลังจากเสร็จงานแล้วฝ่ายหนุ่มจะให้ผู้ใหญ่ไปสู่ขอหรือทาบทามต่อไป
โอกาสที่เล่น
การเกี้ยวพาราสีในเดือนห้า
เดือนห้าหรือเดือนเมษายน ชาวสุรินทร์เรียกว่า "แคแจด" อากาศจะร้อนมาก เป็นเดือนแห่งการเล่นน้ำตลอดทั้งเดือน แบ่งเป็น ๖ ช่วงดังนี้
โจลแคแจค เป็นช่วงเตือนละแวกบ้านทุกเพศทุกวัยให้รับรู้ว่า เป็นช่วงเข้าสู่เดือนแห่งการเล่นน้ำ
ตอมตูจ เป็นช่วงกำหนดให้หยุดงานทุกอย่างที่เป็นงานหนัก ทุกคนเตรียมตัวเตรียมใจสนุกสนานรื่นเริง มีการรำตรุษอวยพรกันในวันปีใหม่ หนุ่มสาวขนทรายจาก ๘ ทิศ สำหรับก่อเจดีย์ทรายกำหนดไว้ ๓ วัน
โจลเวือด เป็นช่วงของการขนทรายเข้าวัด หนุ่มสาวจะพบกันที่วัดตั้งใจประดับเจดีย์ทรายให้สวยงาม
ตอมทม เป็นการหยุดงานครั้งสำคัญ หยุด ๗ วัน จะมีกิจกรรมให้ทำทั้งวันและคืน การละเล่นพื้นบ้าน เช่น เรือมจับกรับ เรือมอันเร เจรียงนอรแกว
ตราตระมอม เป็นช่วงของการแห่พระพุทธรูปประกอบพิธีสงฆ์ สรงน้ำพระพุทธรูปประกอบพิธีสงฆ์ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่และเยาวชนคนทั่วไป มีการเล่นน้ำเล่นมอม (ถ่าน) อย่างสนุกสนานฉลองเจดีย์ทรายในตอนกลางคืน
ปังเฮยแคแจด เป็นช่วงการลาเดือนห้าจะทำบุญตักบาตร กรวดน้ำ เป็นการลา
การเกี้ยวพาราสี ระหว่างหนุ่มสาวจะเริ่มกันในช่วงแคแจดหรือเดือนห้า เพราะหยุดงานหยุดภาระกิจ พ้นจากสายตาของผู้ใหญ่ เปิดโอกาสอย่างอิสระในการเล่นหัวอย่างสนุกสนาน เช่น การเล่นสะบ้า ที่ฝ่ายแพ้ต้องถูกปรับโดยให้ฝ่ายชนะเขกหัวเข่า เป็นกิจกรรมที่ทำให้หนุ่มสาวได้ใกล้ชิดกันและเกิดความประทับใจซึ่งกันและกัน การเล่นลูกโยนหรือที่ชาวสุรินทร์เรียกว่า "เล่นโชง" นั้น ฝ่ายแพ้จะถูกฝ่ายชนะไล่ตีหลังหรือตะโพก หรือบางกลุ่มอาจจะปรับให้ฝ่ายแพ้เจรียงหรือร้องเพลงให้ฟัง
การแสดงความในใจโดยการร้องเพลง หรือรำด้วยลีลาต่าง ๆ เป็นที่นิยมกันมากของชาวจังหวัดสุรินทร์ แม้แต่ในการรำตรุษ (หรือเรือมตรษ) เพื่อเดินอวยพรตามบ้านเรือน ก็จะเป็นการประชันกันในแต่ละคุ้มว่าผู้ร้องนำมีวาทศิลป์ระดับใด อันอาจแสดงความในใจต่าง ๆ แก่สาวที่ตนรักก็ได้
ในเดือนห้าหนุ่มสาวบางคนก็ยังไม่สนิทสนมกันแม้จะมีการละเล่นร่วมกัน เช่น เรือมอันเร ก็ยังอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ ซึ่งการกระทำให้ผู้ใหญ่พอใจเป็นเรื่องยากสำหรับหนุ่มสาวเช่นกัน ในกิจกรรมเรือมอันเรจึงมีเกมส์สนุกสนานให้ฝ่ายชายได้แสดงความสามารถในการร่ายรำกระทบสากในลีลาที่เสี่ยงภัย เป็นการทักทายแสดงความกล้าหาญให้อีกฝ่ายพอใจ
หลังจากพบปะสนิทสนมกันตลอดเดือนห้าก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจของหนุ่มสาว ในช่วงเดือนสิบจึงมีการฉลองและเป็นโอกาสให้หนุ่มสาวมีการละเล่นกันอีกครั้งหนึ่ง
การเกี้ยวพาราสีในเดือนสิบ
เดือนสิบหรือเดือนกันยายน เป็นพิธีสารทหรือไงแซนโดนตา ของชาวสุรินทร์ งานจะจัดเป็น ๒ ช่วง ติดต่อกัน คือ ช่วงแรกขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือนสิบเรียกว่า เบณฑ์ตู๊จ คือ สารทเล็ก ช่วงที่สองวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ เป็นพิธีเบณฑ์ทม คือสารทใหญ่ ประชาชนจะมาทำบุญกันอย่างเอิกเกริกที่วัด การถือกำหนดวันเช่นนี้ชาวบ้านยังถือปฏิบัติอยู่เป็นประจำ ซึ่งบางแห่งยังอาจจะปฏิบัติครั้งเดียวโดยยึดวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือนสิบ หรือวันแรม ๑๕ ค่ำเดือนสิบวันใดวันหนึ่ง จังหวัดสุรินทร์ยังรักษาประเพณีเก่ามาตั้งแต่สมัยสุโขทัย
เมื่อถึงวันเบณฑ์ทมมีสวดมนต์เย็นและทุกครอบครัวจะมีภาชนะ เช่น กระจาด กระเชอ ใส่อาหารคาว หวาน ขนม ข้าวต้ม หมากพลู บุหรี่ เรียกว่า "กระเชอโดนตา" เป็นเครื่องพลีกรรม นำมาจุดธูปเทียนทำพ