2007/Feb/06

ากจะกล่าวถึงอาหารการกินของคนอีสาน หลายคนคงรู้จักคุ้นเคยและได้ลิ้มชิมรสกันมาบ้างแล้ว ชาวอีสานมีวถีการดำเนินชีวิตที่เรียบง่ายเช่นเดียวกับการที่รับประทานอาหารอย่างง่ายๆ มักจะรับประทานได้ทุกอย่าง เพื่อการดำรงชีวิตอยู่ให้สอดคล้องกับธรรมชาติของภาคอีสาน ชาวอีสานจึงรู้จักแสวงหาสิ่งต่างๆที่สามารถรับประทานได้ในท้องถิ่น มาดัดแปลงเป็นอาหารรับประทานอาหารอีสานเป็นอาหารที่มีความแตกต่างจากอาหารของภาคอื่นๆ และเข้ากับวิถีการดำเนินชีวิตที่เรียบง่ายของชาวอีสาน อาหารของชาวอีสานในแต่ละมื้อจะเป็นอาหารง่ายๆเพียง 2-3 จาน ซึ่งทุกมื้อจะต้องมีผักเป็นส่วนประกอบหลักพวกเนื้อส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อปลาหรือเนื้อวัวเนื้อควาย
ความพึงพอใจในรสชาติอาหารของชาวอีสานนั้นไม่มีตายตัวแล้วแต่ความชอบของบุคคล แต่อาหารพื้นบ้านอีสานส่วนใหญ่แล้วจะออกรสชาติไปทางเผ็ด เค็ม และเปรี้ยว
เครื่องปรุงอาหารอีสานที่สำคัญและแทบขาดไม่ได้เลย คือ ปลาร้า ซึ่งที่เกิดจากภูมิปัญญาด้านการถนอมอาหารของบรรพบุรุษของชาวอีสาน ถ้าจะกล่าวว่าชาวอีสานทุกครัวเรือนต้องมีปลาร้าไว้ประจำครัวก็คงไม่ผิดนัก ปลาร้าใช้เป็นส่วนประกอบหลักของอาหารได้ทุกประเภท เหมือนกับที่ชาวไทยภาคกลางใช้น้ำปลา

ลักษณะการปรุงอาหารพื้นเมืองอีสาน
ลาบ เป็นอาหารประเภทยำที่มีเนื้อมาสับละเอียดหรือหั่นเป็นชิ้นเล็กๆบางๆปรุงรสด้วยน้ำปลาร้าพริก ข้าวคั่ว ต้นหอม ผักชี รับประทานกับผักพื้นเมืองนิยมใช้กับเนื้อปลาหมูวัวควายและไก่
ก้อย เป็นอาหารประเภทยำที่จะนำเนื้อย่างมาหั่นเป็นชิ้นๆผสมกับผักพื้นเมืองนิยมใช้กับเนื้อปลาหมูวัวควายและไก่ ทานกับผักสดนานาชนิด
ส่า เป็นอาหารประเภทยำ ที่นำหนังหมู เนื้อหมูย่างสับมาผสมกับหัวปลีวุ้นเส้น
แซ หรือ แซเป็นอาหารประเภทยำที่นำเนื้อสดๆมาปรุงนิยมใช้กับเนื้อวัวและหมู คล้ายๆลาบแต่มักใส่เลือดสดๆด้วย กินกับผักสดตามชอบ คนโบราณนิยมกินเพราะเชื่อว่าเป็นยาชูกำลัง ปัจจุบันได้รับความนิยมเฉพาะในชนบทที่ห่างไกล
อ่อม เป็นอาหารประเภทแกงแต่มีน้ำน้อยมีผัก พื้นเมืองหลายชนิดนิยมใช้กับเนื้อไก่และปลาหรือเนื้อกบเนื้อเขียดหรือเนื้อสัตว์อื่นๆแต่เน้นที่ปริมาณผัก
อ๋อลักษณะคล้ายอ่อมแต่ไม่ใส่ผัก(ใส่เพียงต้นหอม ใบมะกรูด ตะไคร้ ใบแมงลัก)นิยมใช้ปลาตัวเล็ก กุ้ง หรือไข่มดแดงปรุง ใส่น้ำพอให้อาหารสุก
หมกเป็นอาหารประเภทหนึ่งที่ใช้ใบตองห่อนิยม ใช้กับเนื้อปลา ไก่ แมลง กบ เขียด ผักและหน่อไม้ หมกหรือห่อหมกของภาคอีสานจะไม่ใส่กะทิ
อู๋ คล้ายหมกแต่ไม่ใช้ใบตอง นิยมใช้กับเนื้อปลาโดยเฉพาะปลาตัวเล็กๆ กับพวกลูกอ๊อดกบ
หม่ำคือไส้กรอกเนื้อวัวผสมตับ ตะไคร้และเครื่องเทศอื่นๆ
หม่ำขึ้ปลามีลักษณะคล้ายปลาร้าชนิดหนึ่งรสชาติค่อนข้างเปรี้ยวหมักกับข้าวเหนียว
แจ่ว คือ น้ำพริกของชาวอีสานนิยมใส่ปลาร้าสับหรือน้ำปลาร้า บางครั้งใส่มะกอกพื้นบ้านก็เป็นแจ่วมะกอก รับประทานกับผักสด ลวก หรือนึ่งเป็นอาหารที่นิยมรับประทานกันทุกบ้านในภาคอีสาน เพราะมีขั้นตอนการทำที่ไม่ยุ่งยาก
ตำซั่ว เป็นอาหารประเภทส้มตำชนิดหนึ่ง แต่ใส่ส่วนประกอบมากกว่า คือ ใส่ขนมจีน ผักดอง ผัก(เหมือนที่ใส่ขนมจีน)และมะเขือลาย หรือผักอื่นๆตามต้องการลงไปในตำมะละกอด้วยักอื่นๆ

ก้อยไข่มดแดง

ส่วนผสม

ไข่มดแดง 300 กรัม

หัวหอมซอย 7 - 8 หัว

น้ำปลาร้า 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำมะนาว 1 ช้อนชา

พริกแห้งป่น 1.5 ช้อนโต๊ะ

ข้าวคั่วป่น2 ช้อนโต๊ะ

ต้นหอมหั่นฝอย 3 ช้อนโต๊ะ

ใบสะระแหน่ 5 - 6 ต้น (เด็ดเป็นใบ)

วิธีทำ

นำไข่มดแดงล้างให้สะอาดใส่กระชอน พักให้สะเด็ดน้ำ ใส่อ่างผสม

นำเครื่องปรุงทั้งหมดใส่คลุกเคล้าให้เข้ากัน

ใส่พริกแห้งป่น ข้าวคั่วป่น หัวหอมซอย ต้นหอมหั่นฝอยชิมรส ตักใส่จานโรยหน้าด้วย ใบสะระแหน่และพริกชี้ฟ้าสด

ผักเครื่องเคียง
ผักที่นิยมรับประทานเป็นเครื่องเคียงได้แก่ ผักกะโดน เม็ก ติ้ว หนอก (บัวบก) มะเขือถั่วฝักยาว แตงกวา และอื่น ๆ
หมายเหตุ
ส่วนผสมอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม

แกงขี้เหล็ก

ส่วนผสม

ใบขี้เหล็กที่ต้มแล้ว (ต้มรินน้ำทิ้ง 2 ครั้ง)= 500 กรัม

หนังวัวต้มหั่น หรือไข่มดแดง= 200 กรัม

น้ำใบย่านาง=3 ถ้วยตวง

ต้นหอมตัดท่อนสั้น= 1/4 ถ้วยตวง

ใบอีตู่ (แมงลัก)= 1/4 ถ้วยตวง

ตะไคร้ ตัดท่อนยาว 2 นิ้ว= 2 - 3 ชิ้น

ส่วนผสมน้ำพริกแกง

พริกแห้งหรือพริกสด = 15 เม็ด

หัวหอมแดง=10 หัว

ตะไคร้หั่นฝอย=7 - 8 ต้น

เกลือ= 2 ช้อนชา

น้ำปลาร้า= 4 ช้อนโต๊ะ

น้ำปลา= 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

โขลกตะไคร้ พริกแห้งหรือพริกสด หัวหอมแดงพอหยาบ ๆ ใส่เกลือ

นำน้ำใบย่านางที่โขลก ใส่หม้อตั้งไฟใส่ใบขี้เหล็ก คนให้เข้ากันใส่ตะไคร้ พอเดือดปรุงรสด้วย น้ำปลาร้า น้ำปลา ใส่หนังวัวหั่นหรือไข่มดแดงต้มต่อไปให้เดือดอีกครั้ง ชิมรส ใส่ผักแต่งกลิ่น ต้นหอม อีตู่ ยกลงรับประทาน

หมายเหตุ
ส่วนผสมอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม

แกงส้มดอกแค

แกงส้มดอกแค แก้ไข้หัวลม "มักจะเป็นคำพูดติดปากที่ได้ยินคุ้นหูกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งจริง ๆแล้วแกงส้มนั้นสามารถใช้ผักต่าง ๆ ได้หลากหลายชนิด เช่น แกงส้มผักกระเฉดแกงส้มผักบุ้ง แกงส้มถั่วฝักยาว เป็นต้นและแกงส้มยังมีคุณค่าด้านเป็นยาปรับสมดุลของร่างกายได้ตามหลักของการแพทย์แผนไทย

เครื่องปรุง

ปลาช่อน = 1 ตัว (500 กรัม)

น้ำพริกแกงส้ม= 1 ถ้วย (100 กรัม)

น้ำเปล่า= 1-2 ถ้วย

ดอกแค (พอประมาณ)= 100 กรัม

น้ำมะขามเปียก= 3 ช้อนโต๊ะ (45 กรัม)

น้ำตาล= 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)

มะนาว= 2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)

น้ำปลา = 3 ช้อนโต๊ะ (45 กรัม)

กะปิ=3 ช้อนโต๊ะ (45 กรัม)

วิธีทำ

1. นำปลาช่อนมาทำความสะอาดขอดเกล็ดตัดหัวออก และหั่นส่วนตัวเป็นชิ้น ๆ หนาประมาณ 1-11/2 นิ้ว
2.
ใส่น้ำสะอาดในภาชนะปิดฝาให้สนิท ตั้งไฟจนเดือด ใส่ปลาช่อนลงต้มน้ำในหม้อ
3.
เมื่อปลาสุกแล้วให้นำส่วนหัว 3 ชิ้นไปโขลกรวมกับน้ำพริกแกงละลายน้ำใส่หม้อ ตั้งไฟให้เดือด ใส่ดอกแคที่เตรียมไว้ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะขามเปียก น้ำมะนาว น้ำตาล ปิดฝาภาชนะให้สนิทตั้งไฟต่ออีกประมาณ 5 นาที (ปรุงให้มีรสเปรี้ยว เค็ม หวาน) นำมารับประทานขณะร้อน

สรรพคุณทางยา

1. น้ำพริกแกงส้ม รสเผ็ดร้อน ช่วยขับลมช่วยย่อยอาหาร
2.
ดอกแค รสหวานออกขมเล็กน้อย แก้ไข้หัวลม
3.
มะขามเปียก รสเปรี้ยว ขับเสมหะ แก้ท้องผูก แก้ไอลดความร้อนในร่างกาย
4.
มะนาวเปลือกผลรสขมช่วยขับลม น้ำในลูกรสเปรี้ยว แก้เสมหะ แก้ไอ แก้เลือดออกตามไรฟันฟอกโลหิต

ประโยชน์ทางอาหาร

แกงส้มดอกแคแก้ไข้หัวลม มีประโยชน์และคุณค่ามากมายเช่น รสเปรี้ยวของแกงส้มบำรุงธาตุน้ำ รสเผ็ดของน้ำแกงบำรุงธาตุลม ดอกแคมีก้านเกสรรสขม แก้ไข้ซึ่งการที่จะมุ่งประโยชน์ในการปรับธาตุใดนั้นให้ปรุงรสเน้นไปตามธาตุนั้น

คุณค่าทางโภชนาการ

แกงส้มดอกแค 1 ชุด ให้พลังงานต่อร่างกาย 58 กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วย
-
น้ำ= 501.4 กรัม
-
โปรตีน= 111.9 กรัม
-
ไขมัน= 22 กรัม
-
คาร์โบไฮเดรต= 7.3 กรัม
-
กาก= 7.1 กรัม
-
ใยอาหาร= 1.1 กรัม
-
เถ้า=16.8 กรัม
-
แคลเซียม=435.3 มิลลิกรัม
-
ฟอสฟอรัส=1,634.7 มิลลิกรัม
-
เหล็ก= 49.2 มิลลิกรัม
-
วิตามินเอ=1207.7 IU
-
วิตามินบีหนึ่ง=0.58 มิลลิกรัม
-
วิตามินบีสอง= 1.37 มิลลิกรัม
-
ไนอาซิน= 17.16 มิลลิกรัม
-
วิตามินซี= 30.85 มิลลิกรัม

ข้าวจี่

ข้าวจี่ - นิยมรับประทานกันในฤดูหนาวเพราะชาวบ้านจะมานั่งจะมานั่งผิงไฟ
แล้วทำการจี่ข้าวกันไปผิงไฟกันไปเป็นการแก้หนาว
และอีกเหตุผลหนึ่งช่วงนี้เป็นช่วงหลังเก็บเกี่ยวข้าวเหนียวที่ได้จะมีกลิ่นหอมนุ่ม
เหมาะแท้ที่จะนำมาทำการจี่กินด้วยเหตุนี้ในช่วงฤดูหนาวจึงเหมาะที่จะจี่ข้าวกินกัน
เครื่องปรุง
ข้าวเหนียวนึ่งสุกไข่ไก่หรือไข่เป็ดก็แล้วแต่ความชอบของใครของใคร น้ำปลา
วิธีทำ
-
นำข้าวเหนียวนึ่งสุกมาปั้นเป็นก้อนกลมๆหรือรูปร่างตามที่ชอบ
-
ทำการจี่ด้วยไฟอ่อนๆ ให้เหลืองพองาม
-
ตีไข่ให้แตกใส่น้ำปลา
-
นำข้าวที่ปิ้งมาจุ่มลงในไข่ที่เตรียมไว้แล้วทำการจี่ต่อไปจนสุก
เคล็ดไม่ลับ
-
สามารถประยุกต์วิธีทำและเครื่องปรุงตามความคิดได้
คุณค่าอาหาร
-
วิตามิน โปรตีนคาร์โบไฮเดรต

แจ่วบอง

แจ่วหรือ น้ำพริก เป็นอาหารที่ชาวอีสานนิยมรับประทานกัน เพราะทำได้ง่ายมีเครื่องปรุงไม่มากนัก แค่มีพริกและปลาร้าในครัวก็สามารถทำแจ่วได้แล้ว ด้วยความที่ทำได้ง่ายจึงจะพบว่าอาหารของชาวอีสานเกือบทุกมื้อจะต้องมีแจ่วเป็นอาหารหลักๆน่นอน ชาวอีสานนิยมรับประทานแจ่วกับผักที่เก็บได้จากรั้วบ้าน หรือกับพวกเนื้อย่าง ปลาย่าง หรือนึ่ง ปัจจุบันถึงแม้วิถีชีวิตของชาวอีสานจะเปลี่ยนไปแต่อาหารต่างโดยเฉาะแจ่วไม่ได้เสื่อมความนิยมลงไปเลย เพราะเหตุนี้เราจึงหาทานแจ่วแบบอีสานได้ทั่วๆไป

เครื่องปรุง

- รากผักชี

- ตะไคร้เผาพอหอม

- ปลาร้าสับละเอียด

- น้ำมันพืช(ไม่ใช้ก็ได้-ใช้น้ำเปล่าแทนได้)

- น้ำมะขามเปียก-ข้น

- ข่าเผาซอย

- พริกป่น

- ปลาป่น

- น้ำปลา

- น้ำตาลทราย

- ผักสดตามชอบ

วิธีทำ
1.
โขลกรากผักชีตะไคร้ ข่าให้ละเอียดใส่กระเทียม หอม โขลกต่อให้ละเอียดใส่พริกป่นปลาร้าโขลกต่อให้เข้ากัน
2.
ตั้งกระทะไฟอ่อนใส่น้ำมันพร้อมใส่ส่วนผสมผัดใส่น้ำปลาร้าน้ำ มะขามเปียกน้ำตาลผัดจนหอมจึงตักขึ้นรับประทานกับผักสดผักนึ่งถ้าไม่ชอบปลาร้าใส่น้ำปลาก็ได้

เคล็ดลับ
ควรใช้ปลาร้าที่เนื้อแน่นๆ

คูณค่าทางอาหาร
โปรตีนวิตามินเอ ซี โปรตีน

แจ่ว (มะเขือเทศ)
เครื่องปรุง

1.
มะเขือเทศ ซัก 3 ลูก
2.
พริกเม็ดใหญ่ 15-20 เม็ด
3.
หอม ซัก 3 หัวหรือมากกว่านี้ 4.กระเทียม
5.
น้ำปลาร้าต้มสุก หรือ น้ำปลา
6.
มะนาว
7.
พริกขี้หนู ถ้าชอบเผ็ดมากๆ

วิธีทำ
1.
เอา มะเขือเทศ หอม (ที่แกะเปลือกแล้ว)พริก ทั้งเม็ดใหญ่ แล้วก็พริกขี้หนูค่ า กระเทียม (จะแกะเปลือกออกด้วยก็ได้นะคะ)ไปย่าง หรือ คั่ว ก็ได้ค่ะ (จะหั่นครึ่งหัวหอม ซักหน่อยก็ได้นะคะเวลาตำจะได้สะดวกหน่อย)

**
เอาไม้เสียบมะเขือเทศเข้าด้วยกันก็ได้นะคะน้ำจากมะเขือเทศจะได้ไหลออกบ้างตอนย่าง เวลาเอาไปตำน้ำจะได้ไม่เยอะเกินไป
2.
พอย่างเสร็จแล้ว ก็เอา มาจัดการได้เลยค่ามะเขือเทศปอกเปลือกซักหน่อย ถ้าพริกเปลือกมันหนา ก็ปอกออกได้นะคะ รึเอาที่มันไหม้ๆจากการย่างออกไปเฉยๆก็พอ แต่เจี๊ยบแกะเปลือกพริกออกเพราะรู้สึกว่าพริกที่เจี๊ยบใช้เปลือกมันหนาๆชอบกล
3.
เอาหอม กระเทียม พริก ใส่ครก ตำให้ละเอียด (แต่ไม่ต้องมากนักนะคะ บางคนอาจจะตำพอแหลกก็ได้ตามชอบค่ะ)
4.
ใส่มะเขือเทศที่ปอกเปลือกแล้วลงไปค่า ตำๆให้เข้ากัน
5.
ใส่น้ำปลาร้าต้มสุก ชิมรส ถ้าไม่เค็มพอ จะใส่น้ำปลาเพิ่มก็ได้ค่ะใครจะใส่แต่น้ำปลาเฉยๆก็ได้นะคะ อร่อยเหมือนกันถ้าชอบรสเปรี้ยวก็ใส่มะนาวเพิ่มไปได้ค่า ชิมรสตามใจคนทำ

เสร็จแล้วตักใส่ถ้วย ทานกับผักสด รึผักนึ่ง ผักลวก แล้วก็ปลานึ่งอร่อยมากๆเลยค่า

ซุปหน่อไม้

ซุปหน่อไม้เป็นอาหารอีกประเภทหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีและแพร่หลายในทุกภาคเนื่องจากมีกรรมวิธีการทำที่ง่ายๆและไม่ยุ่งยากใช้เครื่องปรุงที่มีอยู่ในครัว และหน่อไม้ก็หาได้ทั่วไปตามชนบท บางบ้านก็ปลูกหน่อไม้ไว้ข้างบ้าน
ซุปหน่อไม้เป็นอาหารที่เป็นที่นิยมของชาวอีสานเช่นกัน ซึ่งสามารถหากินได้แทบจะทุกจังหวัด แต่กรมวิธีในการปรุงซุปหน่อไม้นั้นอาจจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละถิ่น แต่ก็ไม่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงซุปหน่อไม้ก็เช่นเดียวกับอาหารอื่นๆของภาคอีสานคือจะมีรสจัดจ้าน และมีเครื่องปรุงหลักที่ขาดไม่ได้เลยคือ น้ำปลาร้า เรียกได้ว่าชาวอีสานทุกครัวเรือน จะต้องมีน้ำปลาร้าประจำอยู่ในครัว ถ้าไม่มีอาหารอะไรก็จะเอาปลาร้ามาตำน้ำพริกรับประทานกับผักสดที่ปลูกอยู่ข้างบ้าน ถือเป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่ายอย่างหนึ่งของชาวอีสาน ที่มีลักษณะการดำรงชีวิตแบบง่ายๆ คือ อยู่ง่ายๆ กินง่ายๆ และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่รอบๆตัวให้เกิดประโยชน์สูงสุด และรู้จักประยุกต์ใช้ทรัพยากรในหลายๆด้าน

เครื่องปรุง

หน่อไม้รวกขูดเป็นเส้นฝอย = 300 กรัม

ใบย่านาง= 20 ใบ (15 กรัม)

น้ำคั้นจากใบย่านาง= 2 ถ้วย

น้ำปลาร้า= ½ ถ้วย (50 กรัม)

เกลือ = ½ ช้อนชา (4 กรัม)

น้ำปลา= 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)

มะนาว= 23 ช้อนโต๊ะ (45 กรัม)

ผักชีฝรั่งซอย= 2 ต้น (7 กรัม)

ต้นหอมซอย=2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)

ใบสะระแหน่เด็ดเป็นใบ= ½ ถ้วย (50 กรัม)

งาขาวคั่ว= 1 ช้อนชา (8 กรัม)

พริกป่น= 1 ช้อนชา (8 กรัม)

ข้าวเหนียว= 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)

วิธีทำ
-
นำหน่อไม้มาเผาไฟหรือต้มให้สุกนำมาขูดเป็นเส้นฝอยๆโดยใช้ส้อมหรือเข็มขูดตัดเป็นท่อนประมาณหนึ่งคืบ แล้วนำไปต้มให้หายขม
-
ใบย่านาง คั้นให้ได้นำค้นเขียวประมาณ2ถ้วย
-
คั่วงาโดยใช้ไฟอ่อนๆ แล้วร่อนเอาฝุ่นอกให้หมดโขลกให้ละเอียดเอาไว้โรยหน้าหรือจะโขกรวมกับซุปหน่อไม้ก็ได้
-
หั่นผักทุกชนิดแบบฝอย หอมแดงเผา พริกสดเผา โขลกรวมกัน
-
นำหน่อไม้มาบีบน้ำออกให้หมด ใส่ลงในนำใบย่านาง เติมเกลือน้ำปลาน้ำปลาร้าแล้วต้มให้น้ำย่านางสุกจนน้ำขลุกขลิก
-
โขลกพริกและหัวหอมที่เผาแล้วให้ละเอียด ใส่เนื้อปลาลงโขลกใส่หน่อไม้ที่ต้มกับใบย่านางแล้วลงไป ปรุงรสอีกครั้งชิมดูรสตามความต้องการแล้วปล่อยให้เย็น โรยผักงาและพริกป่นที่เตรียมไว้ถ้าหากชอบรสเผ็ด
-
จัดใส่จานรับประทานกับผักสดพื้นบ้าน
ข้อควรรู้
-
ควรรับประทานหลังทำเสร็จใหม่ๆจะแซ้บที่สุด
-
หน่อไม้ควรเป็นหน่อไม้ใหม่ๆและอ่อนเส้นหน่อไม้ที่ขูดควรเส้นเล็ก
-
ถ้าไม่ชอบปลาร้าใส่นำปลาแทนก็ได้
-
นำซุปหน่อไม้ควรจะขลุกขลิกเล็กน้อยและข้น
คุณค่าทางโภชนาการ

- วิตามิน เกลือแร่คาร์โบไฮเดรต

สรรพคุณทางยา
1.
หน่อไม้ มีรสขมหวานร้อน
-
รากรสอร่อยเอียนเล็กน้อย ใช้ขับปัสสาวะ แก้ไตพิการ
-
ใบไผ่เป็นยาขับฟอกล้างโลหิตระดูที่เสีย
2.
ย่านางมีรสจืดทั้งต้นนำมาปรุงเป็นยาแก้ไข้กลับ
-
ใบ ใช้เป็นยาถอนพิษปรุงรวมกับยาอื่นแก้ไข้
-
ราก แก้เบื่อเมา กระทุ้งพิษไข้ แก้เมาสุราถอนพิษผิดสำแดง
3.
มะนาว เปลือกผลรสขม ช่วยขับลม น้ำในลูกรสเปรี้ยวแก้เสมหะ แก้ไอ แก้เลือดออกตามไรฟัน ฟอกโลหิต
4.
ผักชี ช่วยละลายเสมหะแก้หัด ขับเหงื่อ ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ เจริญอาหาร
5.
ต้นหอม
-
ใบ รสหวานเผ็ดเค็มฉุน แก้ไข้หวัดคัดจมูก น้ำมูกไหล แก้โรคตาแก้ไข้กำเดา
6.
สะระแหน่
-
ใบ/ยอดอ่อน รสหอมร้อน ขับเหงื่อแก้ปวดท้อง ขับลมในกระเพาะลำไส้ แก้จุกเสียดแน่นเฟ้อแก้

อาการเกร็งของกล้ามเนื้อ
7.
งา
-
เมล็ด รสฝาดหวานขมทำให้เกิดกำลัง ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย
-
น้ำมัน รสฝาดร้อนทำน้ำมันใส่แผล
8.
พริกขี้หนู รสเผ็ดร้อน ช่วยเจริญอาหาร ขับลมช่วยย่อย
9.
ข้าวเหนียว รสมัน หอมหวาน บำรุงร่างกาย แก้ตาฟาง แก้เหน็บชาแช่น้ำตำเป็นแป้งพอกแก้ปวด

แกงหน่อไม้

หน่อไม้เป็นต้นอ่อนของไผ่ไม้ไผ่เป็นทรัพยากรป่าไม้ที่มีค่ายิ่งต่อชีวิตและความเป็นอยู่ประจำวันของคนไทยโดยเฉพาะชาวชนบทจะมีความสัมพันธ์กับไม้ไผ่อย่างแน่นแฟ้นทุกส่วนของไม้ไผ่นับตั้งแต่รากถึงยอดจะใช้ประโยชน์ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมเริ่มตั้งแต่รากฝอยของไม้ไผ่ช่วยยึดติดไม่ให้ดินพังทลายต้นอ่อนของไผ่หรือหน่อไม้เป็นอาหารธรรมชาติของคนไทยมาช้านานเหง้าสามารถนำไปทำเครื่องประดับ กิ่งก้าน มัดรวมกันสามารถใช้ทำเป็นไม้กวาดได้และลำไม้ไผ่ใช้ทำบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ทำเครื่องเรือน ทำด้ามเครื่องมือการเกษตรและภาชนะต่างๆ ทำเครื่องดนตรี เครื่องจักรสาน ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมผลินเยื่อกระดาษการทำไหมเทียมตลอดจนไม้ไผ่นำมาทำเชื้อเพลิงได้

ส่วนที่ใช้เป็นอาหารได้แก่หน่ออ่อนของไม้ไผ่หรือหน่อไม้รับประทานเป็นผักหน่อไม้เป็นผักที่มีมากในฤดูฝนพบในท้องตลาดทุกภาคของเมืองไทย ชาวบ้านนิยมนำมาทำเป็นอาหารกันทุกภาค ที่นิยมทำเป็นอาหารกันมากของชาวอีสาน คือ แกงหน่อไม้ใบย่านาง

เครื่องปรุง

หน่อไม้รวกเผา= 5 หน่อ (300 กรัม)

ใบย่านาง= 20 ใบ (115 กรัม)

เห็ดฟางฝ่าครึ่ง= ½ ถ้วย (100 กรัม)

ชะอมเด็ดสั้น= ½ ถ้วย (50 กรัม)

ฟักทองหั่นชิ้นพอคำ= ½ ถ้วย (50 กรัม)

ข้าวโพดข้าวเหนียวฝานเอาแต่เมล็ด= ½ ถ้วย (50 กรัม)

แมงลักเด็ดเป็นใบ= ½ ถ้วย (50 กรัม)

ตะไคร้ทุบหั่นท่อน= 2 ต้น (60 กรัม)

น้ำปลาร้า= 3 ช้อนโต๊ะ (48 กรัม)

น้ำ34 ถ้วย = (300400 กรัม)

กระชายทุบ= ¼ ถ้วย (10 กรัม)

พริกขี้หนู= 10 เม็ด (10 กรัม)

ข้าวเบือ = 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)

น้ำปลา= 2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)

หมายเหตุข้าวเบือ คือ ข้าวเหนียวแช่น้ำประมาณ 20 นาทีขึ้นไป แล้วนำมาโขกใช้ละเอียด

วิธีทำ
1.
โขลกข้าวเบือให้ละเอียด
2.
ปอกเปลือกหน่อไม้ ตัดส่วนแก่ทิ้ง ตัดเป็นท่อนยาว 2 นิ้ว ต้มน้ำทิ้ง 2-3 ครั้ง ให้หายขื่น
3.
โขลกใบย่านางแล้วนำไปคั้นกับน้ำ ให้น้ำใบย่านางออก กรองใส่หม้อ
4.
นำหม้อที่ใส่น้ำใบย่านางยกขึ้นตั้งไฟ ใส่หน่อไม้พอเดือดใส่กระชาย พริกขี้หนู ตะไคร้ข้าวเบือ น้ำปลาร้า น้ำปลา ต้มสักครู่ ใส่ฟักทอง เห็ดฟาง ข้าวโพดเมื่อทุกอย่างสุกทั่วกันดี ใส่ชะอม ใบแมงลัก ยกหม้อลง

สรรพคุณทางยา
1.
หน่อไม้ มีรสขมหวานร้อน
-
ราก รสอร่อยเอียนเล็กน้อย ใช้ขับปัสสาวะแก้ไตพิการ
-
ใบไผ่ เป็นยาขับฟอกล้างโลหิตระดูที่เสีย
2.
ย่านาง มีรสจืด ทั้งต้นนำมาปรุงเป็นยาแก้ไข้กลับ
-
ใบ ใช้เป็นยาถอนพิษปรุงรวมกับยาอื่นแก้ไข้
-
ราก แก้เบื่อเมา กระทุ้งพิษไข้ เป็นเมาสุราถอนพิษผิดสำแดง
3.
เห็ดฟาง (เห็ดบัว) รสจืดให้พลังงานและสารอาหารโปรตีนที่มีคุณค่าแทนเนื้อสัตว์ช่วยกระจายโลหิต
4.
ชะอม รากชะอมมีสรรพคุณแก้ท้องเฟ้อ ขับลมในลำไส้แก้อาการปวดเสียวในท้องได้ดียอดชะอมใบอ่อน มีรสจืด กลิ่นฉุน (กลิ่นหอมสุขุม) ช่วยลดความร้อนของร่างกาย
5.
ฟักทอง มีคุณค่าทางอาหารสูง บำรุงสายตา บำรุงร่างกาย
6.
ข้าวโพดรสหวานมัน เมล็ด เป็นยาบำรุงกระเพาะอาหาร ฝาดสมาน บำรุงหัวใจ ปอด เจริญอาหารขับปัสสาวะ
-
ราก ต้มกินรักษานิ่ว และอาเจียน
7.
แมงลัก ใบสดรสหอมร้อน เป็นยาแก้หวัด แก้หลอดลมอักเสบ แก้โรคท้องร่วง ขับลม
8.
ตะไคร้แก้ปวดท้อง ขับปัสสาวะ บำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร และขับเหงื่อ
9.
กระชายรสร้อน แก้ท้องอืดเฟ้อ ขับลม แก้บิดมีตัว ขับพยาธิตัวกลม และพยาธิเส้นด้ายในเด็กใช้แต่งกลิ่น สี รสอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารสูง ไม่มีพิษ
10.
พริกขี้หนูรสเผ็ดร้อน ช่วยย่อย

ประโยชน์ทางอาหาร
แกงหน่อไม้ใส่ใบย่านาง รสชาติโดยรวมจะออกไปทางขมร้อนจากการใส่ผักหลายชนิดซึ่งมีทั้งรสร้อน รสขม จืดมัน จึงช่วยในการบำรุงธาตุขับปัสสาวะ แก้ไข้ ขับลม และช่วยเจริญอาหาร

ต้มแซบเนื้อ

เครื่องปรุง

- เนื้อส่วนสะโพก= 300 กรัม

- ข่าหั่นแว่นบาง= 3 - 4แว่น

- หอมใหญ่หั่นแว่น= 1 หัว

- กระเทียมบุบพอแตก= 1 ช้อนโต๊ะ

- พริกขี้หนูสวนบุบพอแตก= 5 - 6เม็ด

- ผักชีฝรั่งหั่นหยาบ ๆ= 2 ช้อนโต๊ะ

- ใบกะเพรา= 1/4ถ้วย

- น้ำมะนาว= 2 ช้อนโต๊ะ

- น้ำปลา= 1 ช้อนโต๊ะ

- น้ำเปล่า= 3 ถ้วย

วิธีทำ

1 ใส่น้ำลงในหม้อ ตั้งไฟให้เดือดใส่เนื้อลงเคี่ยวพอเนื้อนุ่ม ตักเนื้อออก กรองน้ำซุปให้ใสหั่นเนื้อเป็นสี่เหลี่ยมขนาดพอคำไม

ไม้2 ใส่น้ำซุปลงในหม้อตั้งไฟกลางใส่ข่า หอมใหญ่ กระเทียม ลงไป พอน้ำเดือด ใส่เนื้อลงเคี่ยว ต่อพอนุ่ม

3 ปรุงรสด้วยน้ำปลาน้ำมะนาว พริก แล้วใส่ใบกะเพรา ผักชีฝรั่งลงไป ยกลงจากเตา ตักเสิร์ฟร้อน ๆทานกับข้าวกล้อง

ตำแตง

เครื่องปรุง

แตงร้าน กระเทียม พริกสดหรือพริกแห้งตามใจอยาก น้ำปลา น้ำปลาร้าถ้าอยากได้กลิ่นไอของอีสาน มะนาวหรือ มะขามเปียกอย่างใดอย่างหนึ่ง ท้ายสุดมะเขือเทศ

วิธีทำอย่างแรกต้องล้างแตงร้านให้สะอาดหมดจดไร้ราคีมาแปะเปื้อนไม่ต้องปลอกเปลือกให้เสียเวลาสับเลยสับถี่ๆแล้วหั่นตามขวางหรือจะหั่นแบบสับมะละกอก็ได้

จากนั้นโขลกพริก กระเทียม ให้ละเอียด ใส่แตงหั่นมะเขือเทศ ใส่น้ำปลา น้ำปลาร้า มะนาวหรือมะขามเปียก แล้วทำการโขลกเบาๆ พอให้ส่วนต่างๆคลุกเข้ากัน ลองชิมดูรสว่าผ่านหรือไม่ หากไม่ก็ปรุงให้ได้รสตามต้องการ

ข้อชี้แนะ ตำแตงจะโขลกใส่หอมก็ได้ หากนำแตงมาแช่น้ำเย็นจะทำให้แตงมีความกรอบขึ้น

ประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากการรับประทานตำแตงคือ วิตามิน และ แคลเซี่ยม

ตำมะละกอ(ส้มตำ)

แกงหน่อไม้ ส้มตำ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานหมายถึง ของกินชนิดหนึ่ง เอาผลไม้มีมะละกอเป็นต้น มาตำผสมกับเครื่องปรุงมีรสเปรี้ยวบางท้องถิ่นเรียก ตำส้ม

ส้มตำ เป็นอาหารยอดนิยมของคนไทย(อาจจะรวบถึงชาวต่างชาติอีกมากมายที่รู้จักประเทศไทยจากส้มตำ)ในทุกๆภาคในปัจุบันโดยเฉพาะคนอีสานพบได้ทุกสถานที่โดยเฉพาะตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เช่น ทะเล ภูเขา น้ำตก ฯลฯจะพบอาหารนี้ได้ทุกซอก ทุกมุม ซึ่งหารับประทานได้ง่ายตามสถานที่ทั่วไปแม้แต่ตามซอกซอย ตามภัตตาคารหรือตามห้างต่างๆ เรียกว่าส้มตำเป็นอาหารจานโปรดของทุกคนเลยก็ได้ ทำเอาพ่อค้าแม่ขายอาชีพนี้รวยไปตามๆ กันส้มตำมีหลายประเภท ได้แก่ ส้มตำไทย, ส้มตำไทยใส่ปู, ส้มตำปูใส่ปลาร้า, ส้มตำลาวใส่มะกอก ส้มตำมักรับประทานกับข้าวเหนียว และแกล้มกับผักชนิดต่างๆและที่ขาดไม่ค่อยได้เลยคือไก่ย่าง ซึ่งจะพบว่าร้านส้มตำเกือบทุกร้านจะต้องขายไก่ย่างควบคู่กันไปด้วย

ส้มตำ เป็นภาษากลางที่ใช้เรียกกันทั่วไป ชาวอีสานเรียก ตำบักหุ่งหรือตำส้ม ส้มตำของชาวอีสานมีความหลากหลายมาก พืชผัก ผลไม้ ชนิดต่างๆก็สามารถนำมาตำรับประทานได้ทั้งสิ้น เช่น ตำ

มะละกอ ตำถั่วฝักยาว ตำกล้วยดิบตำหัวปลี ตำมะยม ตำลูกยอ ตำแตง ตำสับปะรด ตำมะขาม ตำมะม่วง เป็นต้นซึ่งจะมีรสชาติที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเภท แต่โดยรวมๆแล้วจะเน้นที่ความมีรสจัดจ้านถึงใจและเน้นที่ความเปรี้ยวนำ

ล้มตำลาวของชาวอีสานบางครั้งจะใส่ผลมะกอกพื้นบ้าน(เฉพาะฤดูที่มีผลมะกอกพื้นบ้าน)เข้าไปด้วยเพื่อเพิ่มรสชาติ โดยฝานเป็นชิ้นรวมกับส้มตำมะละกอช่วยให้รสชาติอร่อยขึ้น ส้มตำลาวเป็นเมนูอาหารหลักของชาวอีสานรองจากข้าวเหนียว สามารถรับประทานกันได้ทุกวันและทุกมื้อ วัฒนธรรมการกินอาหารอย่างหนึ่งของชาวอีสานคือหากมื้อใดมีการทำส้มตำรับประทานก็มักจะเรียกเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงมาร่วมสังสรรค์รับประทานส้มตำด้วย บางคนถึงกับบอกว่า ทานคนเดียวไม่อร่อย ต้องทานหลายๆ คนหรือแย่งกันทาน เรียกว่าส้มตำรวยเพื่อนก็ไม่ผิดนัก และตามงานบุญต่างๆของชาวอีสานจะขาดส้มตำไม่ได้เลย ถ้าขาดส้มตำอาจจะทำให้งานนั้นกร่อยเลยทีเดียว

บางคนครั้งส้มตำลาวจะอร่อยหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับปลาร้าเป็นสำคัญถ้าหากปลาร้าอร่อยมีรสชาติดี ก็จะทำให้ส้มตำลาวครกนั้นมีรสชาติอร่อยไปด้วยปลาร้าที่ใส่ส้มตำสามารถใส่ได้ทั้งน้ำและตัวปลาร้า หรือบางคนก็ใส่แต่น้ำปลาร้าใส่เพื่อพอให้มีกลิ่นแล้วแต่คนชอบแต่ต้องทำให้สุกเสียก่อนชาวอีสานส่วนใหญ่ยังมีความคิดว่ากินปลาร้าดิบแซ่บกว่าปลาร้าสุก ดังนั้นชาวบ้านตามชนบทมักจะใช้ปลาร้าดิบเป็นส่วนประกอบในส้มตำด้วยความคิดเช่นนี้จึงทำให้กลายคนดินปลาร้าแล้วได้พยาธิ(ส่วนใหญ่จะเป็นพยาธิใบไม้ในตับ)ิแถมเข้ามาอยู่ในตัวด้วย ถึงแม้ว่าการใช้เกลือประมาณร้อยละ 30 ของน้ำหมักปลาในการหมักก็เป็นเพียงการช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคที่ทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษได้เท่านั้นแต่ยังไม่มีคำยืนยันจากนักวิชาการว่าเกลือสามารถฆ่าพยาธิได้ ดังนั้นควรใช้ปลาร้าที่ต้มสุกแล้วจะปลอดภัยกว่า

นอกจากนี้จากผลการวิจัยขอคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลยังพบว่าในปลาร้าดิบมีสารที่ยับยั้งการทำงานของวิตามินบีหนึ่งซึ่งการที่จะทำให้สารชนิดนี้หมดไปได้มีวิธีเดียวเท่านั้น คือการทำให้สุกโดยใช้ความร้อน

เครื่องปรุง

มะละกอสับตามยาว =1 ถ้วย (100 กรัม)

มะเขือเทศสีดา= 3 ลูก (30 กรัม)

มะกอกสุก= 1 ลูก (5 กรัม)

พริกชี้หนูสด= 10 เม็ด (15 กรัม)

กระเทียม= 10 กลีบ (30 กรัม)

น้ำมะนาว= 1-2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)

น้ำปลา= ½ ช้อนโต๊ะ (8 กรัม)

น้ำปลาร้าต้มสุก= 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)

ผักสด ถั่วฝักยาว กะหล่ำปลี ยอดปักบุ้ง ยอดและฝักกระถิน ยอดมะยม ไก่ย่าง แคบหมู

วิธีทำ

1. โขลกกระเทียม พริกขี้หนู พอแตก
2.
ใส่มะละกอมะเขือเทศผ่าซีก ฝานมะกอกเป็นชิ้นบางใส่ลงโขลกเข้าด้วยกัน
3.
ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำปลาร้า น้ำมะนาว โขลกเบาๆ พอเข้ากันชิมตามชอบรับประทานกับผักสด

สรรพคุณทางยา

1. มะละกอ ผลดิบ ต้มกินเป็นบาบำรุงน้ำนม ขับพยาธิ แก้บิดแก้เลือดออกตามไรฟัน แก้ริดสีดวงทวาร ช่วยย่อยอาหาร ขับน้ำดี น้ำเหลือง
2.
มะเขือเทศ รสเปรี้ยว เป็นผักที่ใช้แต่งสีและกลิ่นอาหาร ช่วยระบาย บำรุงผิว
3.
มะกอก รสเปรี้ยว ฝาด หวาน แก้โรคธาตุพิการเพราะน้ำดีไม่ปกติ แก้บิดแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน ผลสุกทำให้ชุ่มคอ แก้กระหายน้ำ
4.
พริกขี้หนูรสเผ็ดร้อน ช่วยเจริญอาหาร ขับลม ช่วยย่อย
5.
กระเทียม รสเผ็ดร้อนขับลมในลำไส้ แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยย่อยอาหาร แก้โรคผิวหนังน้ำมันกระเทียมมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อรา แบคทีเรียและไวรัส ลดน้ำตาลในเลือดลดไขมันในหลอดเลือด
6.
มะนาว เปลือกผลรสขม ช่วยขับลมน้ำในลูกรสเปรี้ยวแก้เสมหะ แก้ไอ แก้เลือดออกตามไรฟัน ฟอกโลหิต
7.
ผักแกล้มต่างๆได้แก่
-
ถั่วฝักยาว รสมันหวาน ช่วยกระตุ้นการทำงานของกะเพาะลำไส้บำรุงธาตุดิน
-
กะหล่ำปลี รสจืดเย็น กระตุ้นการทำงานของกระเพาะลำไส้บำรุงธาตุไฟ
-
ผักบุ้ง รสจืดเย็น ต้มกินใช้เป็นยาระบาย ทำให้อาเจียนเนื่องจากพิษของฝิ่นและสารหนู
-
กระถิน รสมัน แก้ท้องร่วง สมานแผลห้ามเลือด ถ่ายพยาธิ
-
มะยม ใบต้มกิน เป็นยาแก้ไอ ช่วยดับพิษไข้บำรุงประสาท ขับเสมหะ บำรุงอาหาร แก้พิษอีสุกอีใส โรคหัดเลือด

รสและสรรพคุณ
1.
มะละกอดิบ (ผลยาว) มีรสหวานปลูกได้ทั่วไปในทุกภาค ออกผลตลอดปี ในทางยา
-
ต้นมะละกอ สรรพคุณแก้มุตกิต ขับระดูขาว
-
ดอกมะละกอ สรรพคุณ ขับประจำเดือนลดไข้
-
ราก รสขมเอียน สรรพคุณ ขับปัสสาวะ
-
เม็ดอ่อนสรรพคุณแก้กลากเกลื้อน
-
ยางมะละกอ สรรพคุณช่วยกัดแผลรักษาตาปลาและหูดฆ่าพยาธิหลายชนอด ในการทำอาหาร ยอดอ่อนนำมาดองและรับประทานเป็นผักได้ส่วนผลดิบปรุงเป็นอาหารหลายชนิด ผลมะละกอดิบหั่นเป็นชิ้นนึ่งหรือต้มให้สุกและรับประทานเป็นผักจิ้มกับน้ำพริกหรืออาจปรุงเป็นผัดมะละกอโดยนำผลห่ามหั่นฝอยเป็นชิ้นยาวๆ ผัดกับไข่และหมูได้นอกจากนี้เนื้อมะละกอยังนำมาปรุงเป็นแกงส้ม แกงอ่อมได้
2.
มะกอกเมื่อรับประทานทีแรกมีรสเปรี้ยวอมฝาด แต่เมื่อถึงคอแล้วหวานชุ่มคออุดมด้วยวิตามินซีใช้เป็นยาฝาดสมาน และแก้โรคลักปิดลักเปิด เปลือกมีกลิ่นหอมฝาดสมานและเป็นยาเย็นใช้แก้อาการท้องเสีย และโรคที่เกี่ยวกับลำไส้ ระงับอาเจียนยอดอ่อน ใบอ่อนและผลสุกใช้รับประทานเป็นผักยอดอ่อนและใบอ่อนออกมากในฤดูฝนและออกเรื่อยๆ ตลอดปี ส่วนผลเริ่มออกในฤดูหนาวผลสุกรสเปรี้ยว เย็น ฝาด ทำให้ชุ่มคอ แก้กระหายน้ำ แก้เลือดออกตามไรฟัน
ในด้านการนำมาทำอาหาร คนไทยทุกภาครู้จักและรับประทานยอดมะกอกเป็นผักสดในภาคกลางรับประทานยอดอ่อน ใบอ่อน ร่วมกับน้ำพริกปลาร้า เต้าเจี้ยวหลนชาวอีสารรับประทานร่วมกับลาบก้อย แจ่วป่นและฝานผลเป็นชิ้นรวมกับส้มตำมะละกอหรือพล่ากุ้งช่วยให้รสชาติอร่อยขึ้น

รสชาติอาหาร

ส้มตำ 1ครก จะมีหลายรสชาติ เช่น เปรี้ยว มัน เค็ม หวาน (น้ำตาลแล้วแต่คนชอบ) ขม เปลือกมะนาวหรือผลมะกอก) อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่ให้คุณค่าแก่ร่างกายสูง โดยเฉพาะเมื่อนำมาแกล้มกินกับผักคนอีสานนิยมรับประทานกับเส้นขนมจีน ว่ากันว่ารับประทานเข้ากันดีนักสำหรับคนภาคกลางมักจะรับประทานร่วมกับอาหารอื่นๆ เช่น ส้มตำ-ไก่ย่าง, ลาบ, น้ำตก, ข้าวเหนียว เรียกว่าเป็นเมนูชุดใหญ่ โดยมีส้มตำเป็นอาหารหลักเลยทีเดียวซึ่งก็จะช่วยให้เราได้สารอาหารประเภทโปรตีนจากเนื้อสัตว์เพิ่มไปด้วยนอกเหนือจากการกินแต่ผักอย่างเดียว

คุณค่าทางโภชนาการ

ส้มตำลาวใส่มะละกอ 1 ชุดให้พลังงานต่อร่างกาย 205 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย
-
น้ำ=417.77 กรัม
-
โปรตีน= 17 กรัม
-
ไขมัน= 2.856 กรัม
-
คาร์โบไฮเดรต= 29 กรัม
-
กาก= 5.75 กรัม
-
ใยอาหาร= 2.67 กรัม
-
แคลเซียม= 163.4 มิลลิกรัม
-
ฟอสฟอรัส= 190.36 มิลลิกรัม
-
เหล็ก= 24.27 มิลลิกรัม
-
เบต้าแคโรทีน=473.9 ไมโครกรัม
-
วิตามินเอ= 12243 IU
-
วิตามินบีหนึ่ง=0.552 มิลลิกรัม
-
วิตามินบีสอง= 0.5 มิลลิกรัม
-
ไนอาซิน=5.545 มิลลิกรัม
-
วิตามินซี= 162 มิลลิกรัม

น้ำพริกปลาร้า

แซ่บอย่างมีคุณค่าหากจะถามถึงผู้คิดค้นสูตรการทำปลาร้าซึ่งเป็นตำรับอาหารอันลือชื่อของชาวอีสานคงไม่สามารถหาคำตอบได้คาดเดาได้เพียงว่าด้วยเหตุที่ปลาทางภาคอีสานมักมีมากในฤดูฝนเท่านั้นการทำปลาร้าหรือปลาหมักจึงเป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่ชาวบ้านจะสามารถถนอมอาหาร (ปลา)เก็บไว้กินได้นานๆ แม้นอกฤดูฝนแล้ว ก็ตาม

ปลาร้าหนึ่งในอาหารหมักหลายๆชนิดที่มักมองว่าเป็นอาหารที่มีกระบวนการทำที่ไม่ค่อยสะอาดมีกลิ่นที่ไม่น่าพิสมัยหลายคนในเมืองจึงปฏิเสธที่จะกินอาหารชนิดนี้อย่างสิ้นเชิงโดยไม่รู้ว่า ปลาร้า ก็มีประโยชน์ทางด้านโภชนาการเหมือนกัน

ปลาร้า อาจเรียกได้ว่าเป็นอาหารจานโปรดของชาวอีสานเลยก็ได้ เพราะไม่ว่ามื้อไหนๆเรามักจะได้เห็น ปลาร้า วางอยู่ในสำรับอาหารเสมอ

ปลาร้าที่นำมาประกอบเป็นอาหารนั้น มักจะมีทั้งเนื้อและน้ำซึ่งการกินส่วนมากก็จะกินแยกกัน อย่างชาวอุบลราชธานีนิยมกินน้ำปลาร้าโดยจะใช้แทนน้ำปลาเลย เพราะมีรสเค็มเนื่องจากในกระบวนการหมักจะใช้เกลือถึงร้อยละ 30 ของเนื้อปลา

น้ำพริกปลาร้า หนึ่งในตำรับอาหารของชาวอีสานที่พบอยู่ในสำรับอาหารแทบทุกครัวเรือนผักนานาชนิดถูกนำมาต้มและรับประทานสดๆ จิ้มกับน้ำพริกปลาร้า แซ่บอย่าบอกใคร

เครื่องปรุง

ปลาดุกอุยหนัก= 200 กรัม 1 ตัว

น้ำปลาร้า1 ถ้วย= (100 กรัม)

พริกขี้หนูสด=10 เม็ด (15 กรัม)

หอมแดง= 5 หัว (25 กรัม)

กระเทียม= 1 หัว (30 กรัม)

น้ำมะนาว= 3 ช้อนโต๊ะ (45 กรัม)

ผักชี= 1 ต้น (10 กรัม)

ผักสดแตงกวา มะเขือ ถั่วฝักยาว ยอดกระถินชนิดละ100 กรัม

วิธืการทำ

1. ต้มน้ำปลาร้าให้เดือด
2.
ขูดเมือกปลาดุกออก ควักไส้และเหงือกทิ้งล้างให้สะอาด ใส่ในหมอต้มกับปลาร้าต้มจนปลาดุกสุก ยกลง
3.
เผา หอม กระเทียม พริก แล้วปอกเปลือกหอม กระเทียมโขลกรวมกันกับพริก
4.
แกะเนื้อปลาดุกอุยใส่ลงโขลกด้วย เติมน้ำปลาร้า 3 ช้อนโต๊ะปรุงรสด้วยน้ำมะนาวรับประทานกับผักสด

สรรพคุณ

1. ปลาร้า ก้างสุมไฟรสร้อนเค็ม แก้แผลอักเสบ
2.
พริกขี้หนู รสเผ็ดร้อนช่วยเจริญอาหาร ขับลม ช่วยย่อย
3.
หอมแดง รสเผ็ดร้อน แก้ไข้เพื่อเสมหะบำรุงธาตุ แก้ไข้หวัด
4.
กระเทียม รสเผ็ดร้อน ขับลมในลำไส้ แก้ไอ ขับเสมหะช่วยย่อยอาหาร แก้โรคผิวหนัง น้ำมันกระเทียมมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อราแบคทีเรีย และไวรัส ลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในหลอดเลือด
5.
มะนาว เปลือกผลรสขม ช่วยขับลม น้ำในลูกรสเปรี้ยว แก้เสมหะ แก้ไอแก้เลือดออกตามไรฟัน ฟอกโลหิต
6.
ถั่วฝักยาว รสมันหวาน ช่วยกระตุ้นการทำงานขอวกระเพาะลำไส้บำรุงธาตุดิน
7.
แตงกวา รสจืดเย็น เป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูงกระตุ้นการทำงานของกระเพาะลำไส้ ช่วยระบาย ขับปัสสาวะ บำรุงผิวพรรณ
8.
กระถิน ใบและยอดอ่อน รสมัน เมล็ดอ่อน รสมันหวานเล็กน้อย ใช้รับประทานแก้ท้องร่วงสมานแผล ห้ามเลือดฝักของกระถินเป็นยาฝาดสมานเมล็ดเป็นยาถ่ายพยาธิได้
สรรพคุณตามตำรายาโบราณ
ปลาร้าคือปลาที่ทำดองเค็มใส่ข้าวคั่วอัดใส่ไหไว้เป็นอาหารของชาวนาและคนพื้นเมืองในภาคอีสานและภาคเหนือรู้จักกันดี เพราะทำจากปลาน้ำจืด เมื่อเอาปลาร้ามาต้มรับประทานเนื้อจะละลายออกหมดเหลือแต่ก้างเอาก้างนั้นไปคั่วจนกรอบแล้วบดเป็นผงจะมีรสเค็มกร่อยหอม ผสมกับน้ำมันยางรับประทานแก้โรคหนองในขับถ่ายหนองได้ดีและปลาร้านี้ยังเป็นยารักษาควายที่เป็นโรคกับลางได้อีกเอาปลาร้าสับให้ละเอียด ปิดที่กับควายแล้วเอาเหล็กเผาไฟให้แดงนาบลงที่ปลาร้าจนสุกทำให้เชื้อโรคที่ออกมากินตายหมด ยังมีชื่อเรียกอีกว่า ปลาแดก

น้ำพริกปลาร้า 1 ชุด ให้พลังงานต่อร่างกาย 573 กิโลแคลอรีประกอบด้วย
-
น้ำ= 667.25 กรัม
-
โปรตีน= 73 กรัม
-
ไขมัน= 14.16 กรัม
-
คาร์โบไฮเดรต=39 กรัม
-
กาก= 9.73 กรัม
-
แคลเซียม= 326.6 มิลลิกรัม
-
ฟอสฟอรัส= 341.5 มิลลิกรัม
-
เหล็ก= 36.095 มิลลิกรัม
-
เรตินอล= 1.32 ไมโครกรัม
-
เบต้า-แคโรทีน= 478 ไมโครกรัม
-
วิตามินเอ= 9210.8 IU
-
วิตามินปีหนึ่ง= 83.71 มิลลิกรัม
-
วิตามินบีสอง= 1 มิลลิกรัม

เนื้อแดดเดียว
เครื่องปรุง
เนื้อวัว= 500 กรัม
กระเทียม= 1 หัว
ผงกะหรี่=1 ช้อนชา
พริกไทยป่นช้อนชา
น้ำมันหอย =1 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา=1 ช้อนโต๊ะ
รากผักชี=3 ราก
น้ำตาลทราย=1 ช้อนโต๊ะ
เหล้าขาว=2 ช้อนโต๊ะ
ซอสพริก=3 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1.
ล้างเนื้อให้สะอาด แล่ออกเป็นแผ่นหนา ประมาณ 1 ซ.ม.
2.
โขลกกระเทียม รากผักชี พริกไทยให้ละเอียด เคล้ากับเนื้อให้เข้ากัน เติมน้ำปลา เหล้าขาว น้ำมันหอย น้ำตาลทราย ผงกะหรี่ หมักประมาณ 1 ช.ม. แล้วตากแดด 1 วัน
3.
ทอดเนื้อในน้ำมันร้อน พอสุกตักให้สะเด็ดน้ำมัน รับประทานกับซอสพริก

นึ่งปลา

เมืองไทยเรานั้นเคยมีผู้กล่าวไว้ว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติและสะท้อนให้เห็นถึงการดำรงชีวิตอยู่ของคนไทยในชนบทได้เป็นอย่างดีในที่นี้จะขอกล่าวถึงแต่ชาวภาคอีสานที่มีวัฒนธรรมการดำรงชีวิตผูกพันอยู่กับนาข้าวและหนองน้ำ ปลาหลายชนิดถูกนำมาประเป็นอาหารซึ่งต่อมาก็ได้เกิดตำรับเมนูอาหารต่างๆ

ปลาช่อนเป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีท่อนหัวคลายงูมีเกล็ดคลายปลาชะโดแต่ตัวเล็กกว่าเนื้อปลาช่อนมีรสหวาน ก้างน้อย รสชาติอร่อยจึงเป็นปลาที่นิยมรับประทานกันมาปัจจุบันมีราคาแพง ชาวอีสานนิยมรับประทานกันมากปัจจุบัน มีราคาแพง ชาวอีสานนิยมนำมาทำเป็นอาหารในรูปแบบต่างๆ เช่น แจ่วปลาช่อน, ห่อหมกปลาช่อน, ต้มยำปลาช่อน, เป็นต้น แต่เมนุอาหารที่ชาวอีสานหรือคนภาคอื่นๆนิยมรับประทานกันในบรรดาตำรับปลาอีกประเภทหนึ่งคือ ปลานึ่งว่ากันว่าในจำนวนปลานึ่งทั้งหลายนั้นปลาช่อนนึ่งจัดเป็นอาหารตำรับหนึ่งที่มีรสชาติอร่อยเหลือหลายที่ชาวอีสานทุกคนต้องบอกว่าแซ่บอีหลี

เครื่องปรุง

ปลาช่อนหนัก=500 กรัม1 ตัว

กะหล่ำดอก= 1 ดอก (200 กรัม)

ผักกวางตุ้ง= 3 ต้น (200 กรัม)

ถั่วฝักยาว=5 ฝัก (100 กรัม)

เกลือป่น= 1 ช้อนชา (8 กรัม)

ข่าวเหนียวนึ่ง= 2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)

ตะไคร้=1 ต้น (30 กรัม)

ใบแมงลัก= 5 ใบ (5 กรัม)

ใบมะกรูด= ½ ถ้วย (15 กรัม)

วิธีการปรุง

1. ขอดเกล็ดปลา ผ่าหลังตั้งแต่หัวจรดหาง แผ่ออกแล่ก้างกลางเอาไส้ทิ้งล้างให้สะอาดแล้วเคล้ากับเกลือ ข้าวเหนียวนึ่ง
2.
ล้างผักทั้งหมดให้สะอาดหั่นผักกวางตุ้ง กะหล่ำดอก ถั่วฝักยาว เป็นชิ้นใหญ่ วางในจานแล้ววางปลาลงบนผัก
3.
ทุบตะไคร้หั่นท่อน ฉีกใบมะกรูดวางบนตัวปลาใส่ลังถึงนึ่งจนปลาสุก โรยใบแมงลัก ปิดฝายกง
4.
รับประทานกับแจ่วมะเขือเทศ

สรรพคุณทางยา

1. ปลาช่อน เนื้อสด รสหวาน ชอบกับธาตุทั้งปวง ทำให้เกิดเสมหะบังเกดปิตตะระงับวาตะ
2.
กะหล่ำดอก รสจืดเย็นเป็นอาหารประเภทผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูง
3.
ผักกวางตุ้ง รสจืดเย็นเป็นอาหารประเภทผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูง
4.
ถั่วฝักยาว รสมันหวานมีคุณค่าทางอาหารสูง กระตุ้นการทำงานของกระเพาะลำไส้ บำรุงธาตุดิน
5.
ตะไคร้ แก้ปวดท้อง ขับปัสสาวะ บำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร และขับเหงื่อ
6.
ใบแมงลัก ใบสดรสหอมร้อน เป็นยาแก้หวัด แก้ปลอดลมอักเสบ แก้โรคท่องร่วงขับลม
7.
มะกรูด รสปร่าหอม ช่วยดับกลิ่นคาว ขับลมในลำไส้ ขับระดูแก้จุกเสียด
8.
มะเขือเทศสีดา รสเปรี้ยวเป็นอาหารประเภทผักปรุงแต่งกลิ่นรสอาหาร ที่มีคุณค่าทางอาหารสูงประกอบไปด้วยวิตามินบำรุงผิว ช่วยระบาย
9.
หอมแดง รสเผ็ดร้อน แก้ไข้เพื่อเสมหะ แก้โรคในปากบำรุงธาตุ แก้ไข้หวัด
10.
มะขาม รสเปรี้ยว ช่วยระบาย แก้ท้องอืด ลดความอ้วนบรรเทาอาการไอ ทำให้ชุ่มคอชื่นใจ ละลายเสมหะ

สรรพคุณตามตำรายาโบราณ
หางปลาช่อนแห้ง ชนิดที่ทำปลาเค็มตากแห้ง ตัดเอาหางมาสุมหรือปิ้งไฟจนเกรียมบดผสมยา มีรสเค็มคาวและเค็มเย็น แก้เม็ดยอดในปากเด็กแก้ลิ้นเป็นฝ้าละออง ตัวร้อนนอนสะดุ้ง มือเท้าเย็น หลังร้อนแก้หอบทรางทับสำรอกได้จากตำราหมอยาไทย เภสัชกรรมแผนโบราณของหมอบุญเกิดมะระพฤกษ์ได้กล่าวว่า
ปลาช่อน เนื้อชอบกับธาตุทั้งปวง ให้บังเกิดเสมหะบังเกิดปิตตะระงับวาตะ หาง แก้เม็ดฝีตานซาง และแก้พิษทั้งปวง

ประโยชน์อาหาร

ปลานึ่งเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง และย่อยง่ายนับว่าเป็นประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างยิ่ง นอกจากได้โปรตีนจากปลาแล้วเรายังได้เกลือแร่และวิตามินจากผักต่างๆ อีกด้วย

คุณค่าทางโภชนาการ

ปลานึ่ง 1 ชุด ให้พลังงานต่อร่างกาย 947 กิโลแคลอรีประกอบด้วย
-
น้ำ= 997.69 กรัม
-
โปรตีน= 125 กรัม
-
ไขมัน= 26.89 กรัม
-
คาร์โบไฮเดรต= 52 กรัม
-
กาก= 9.146 กรัม
-
ใยอาหาร= 4.035 กรัม
-
แคลเซียม=453.3 มิลลิกรัม
-
ฟอสฟอรัส= 1301.6 มิลลิกรัม
-
เหล็ก= 58.447 มิลลิกรัม
-
เรตินอล= 1.32 ไมโครกรัม
-
เบต้า-แคโรทีน= 4271ไมโครกรัม
-
วิตามินเอ= 4404.3 1 IU
-
วิตามินบีหนึ่ง= 83.29 มิลลิกรัม
-
วิตามินปีสอง= 1.8 มิลลิกรัม
-
ไนอาซิน= 12.2 มิลลิกรัม
-
วิตามินซี=214 มิลลิกรัม

เนื้อทุบ

ส่วนผสม

เนื้อวัว (ใช้เนื้อเส้น)= 3 กก.
- ซีอิ้วขาว= 1 ถ้วยตวง 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาลทราย= 2 ถ้วยตวง
- เกลือป่น= 2 ช้อนโต๊ะ
- อบเชยป่น= 1 ถ้วยตวง
- โป๊ยกั๊กป่น=1/2 ถ้วยตวง
- ผงเพรก=1 ช้อนชา
- รีกัลเบส= 1 ช้อนชา

วิธีการทำ

1. ผสมซีอิ้วขาว น้ำตาลทรายเกลือป่น คนให้ละลาย แล้วจึงใส่ส่วนผสมอื่น ๆ ทั้งหมด คนให้เข้ากัน
2.
เนื้อวัวแร่เป็นแผ่น ๆ ไม่ต้องบางมาก
3.
นำเนื้อวัวที่แร่ไว้หมักกับส่วนผสมในข้อ 1 ทิ้งไว้ 1 คืน หรืออย่างน้อย 3 ชั่วโมง
4.
นำออกตากแดด 2-3 แดดถ้าใช้ตู้อบพลังแสงอาทิตย์ใช้แดดเดียว
5.
นำเนื้อที่แห้งแล้วมาย่างโดยใช้ไฟอ่อนจนสุกทั่วกันดี แล้วนำมาทุบขณะยังร้อน ทุบให้ทั่วชิ้นเนื้อ แล้วฉีกเป็นเส้น ๆ
6.
ผึ่งให้เย็น จึงบรรจุภาชนะที่ปิดสนิทเก็บไว้รับประทาน

เนื้อน้ำตก
เครื่องปรุง
เนื้อติดมัน=200 กรัม
ข้าวคั่ว= 1 ช้อนโต๊ะ
พริกป่น= 1/2 ช้อนชา
หอมแดงซอย=1 ช้อนโต๊ะ
ใบสะระแหน่=1/2 ถ้วย
น้ำมะนาว= 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา= 2 ช้อนชา
ซีอิ้วขาว= 2 ช้อนโต๊ะ
ผักสด ผักบุ้ง ถั่วฝักยาว กะหล่ำปลี

วิธีทำ
1.
ล้างเนื้อแล่หนาประมาณ 1เซนติเมตร เคล้ากับซีอิ้วขาว หมักไว้ประมาณ 1ชั่วโมง
2.
ย่างเนื้อบนเตาถ่านใช้ไฟแรง เนื้อจะสุกด้านนอก พลิกไปมาทั้ง 2 ข้างพอน้ำตกส่งกลิ่นหอม ยกลง
3.
หั่นเนื้อแฉลบ เป็นชิ้นพอคำ เคล้ากับน้ำปลาน้ำมะนาว ใส่พริกป่น ข้าวคั่ว หอมแดง โรยใบสะระแหน่ รับประทานกับผักบุ้ง ถั่วฝักยาว กะหล่ำปลี

ปลาร้าบอง

เครื่องปรุง

ปลาร้าปลาช่อนหรือปลาร้าปลาดุกตัวโต, ตะไคร้ ข่า พริกขี้หนู กระเทียมหอมแดง ใบมะกรูด ผักชี สะระแหน่

วิธีการปรุง

ล้างเครื่องปรุงทุกอย่างให้สะอาด สับปลาร้าให้ละเอียด หั่นพริกขี้หนูตะไคร่ ข่า หอมแดง ใบมะกรูด นำปลาร้าสับและเครื่องหอมดังกล่าวมาโขลกรวมกันเติมรสเปรี้ยวด้วยมะนาว โรยด้วยผักชีและสะระแหน่ รับประทานกับข้าวเหนียวร้อนๆ

ผัก/เครื่องเคียง

ผักสดหรือผักนึ่ง เช่น ถั่วฝักยาว มะเขือเปราะ แตงกวา ยอดฟักทองยอดตำลึง ดอกแค ยอดแคลวก จะทำให้ได้รับประทานอาหารที่มีคุณค่ามากครบหมู่

คุณค่าทางอาหาร

ปลาร้าบองให้คุณค่าทางอาหาร ได้แก่ โปรตีน ไขมันเกลือแร่จากเนื้อปลาร้า ส่วนเครื่องปรุงอื่นที่เป็นสิ่งเพิ่มกลิ่น รสก็ให้สรรพคุณทางด้านสมุนไพร เป็นอาหารบำรุงสุขภาพดังนี้

พริกขี้หนู :บำรุงธาตุ ขับลม กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตให้รสเผ็ด

ข่า :ป้องกันมะเร็ง ช่วยย่อยอาหาร แก้ปวดท้อง แก้บิด แก้คลื่นเหียน อาเจียนให้รสเผ็ด

หอมแดง :แก้หวัด คัดจมูก แก้โรคตา ให้รสหวานจืด

น้ำมะนาว :แก้เสมหะ แก้ไอ แก้เลือดออกตามไรฟัน ให้รสเปรี้ยว

กระเทียม :ฆ่าเชื้อในปาก แก้ไอขับเสมหะ ช่วยระบายไขมันในเลือด ให้รสเผ็ด

ปลาร้าหลน

การทำปลาร้าหลน ทำได้ 2 ลักษณะ คือ หลนเป็นตัว (เหมาะกับรับประทานกับข้าวเหนียวแบบจ้ำแซ่บๆ) และหลนเฉพาะน้ำปลาร้า (เหมาะกับข้าวสวยร้อน) มีเครื่องเคียงเป็นผักสดพวกแตงกวา ถั่วฝักยาว ยอดผักนึ่งอร่อยดีนักแล

เครื่องปรุง

ปลาร้า 1 ถ้วย พริกชี้ฟ้าสด (เขียว,แดง) สัก 10 เม็ด หอมหัวแดง 7-8 หัว น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ หัวกะทิ 5 ขีด น้ำ ครึ่งถ้วย

ขั้นตอนการทำ

นำปลาร้ามาต้มเคี่ยวจนเได้น้ำ/เนื้อปลาร้าเข้มข้น (ถ้าหลนเป็นตัวเอาแค่เนื้อสุกไม่ละลายน้ำ) จากนั้นกรองเอาเฉพาะน้ำปลาร้านำหัวกะทิใส่หม้อตั้งไฟอ่อนๆ พอกะทิแตกมัน เติมน้ำปลาร้าลงไปแล้วปรุงรสด้วยน้ำตาลตั้งไฟจนเดือดยกลง ซอยหอมแดง พริกสดใส่ลงไป นำมารับประทานได้

ลาบไก่

เครื่องปรุง
เนื้อไก่ หนังไก่เครื่องในไก่ นำปลา พริกป่น ข้าวคั่ว พริกสด หอมแดงแห้ง
ผักชี หอมสด สะระแหน่หอมเป[ผักชีฝรั่ง] ข่าสด มะนาว
วิธีทำ
-
ไก่หั่นเป็นชิ้นแล้วสับไม่ละเอียดมากนักหนังไก่และเครื่องในต้มให้สุกดี(อย่าต้มนาน)แล้วหั่นเป็นชิ้น
-
โขลกข่าสดให้ละเอียด ผักชีและสะระแหน่เด็ดเป็นใบ หั่น ก้านผักชีหอมสดผักชีฝรั่ง
-
คั่วข้าวคั่วจนสุกและหอมหอมแล้วโขลกให้ละเอียดแล้วหั่นหอมแห้งบางๆ
-
เนื้อไก่รวนให้สุก ใส่หนังไก่ ข่าสด นำปลา มะนาวพริกป่นพริกสดหั่นข้าวคั่วหอมแห้งเครื่องในไก่ ผัก คนให้เข้ากัน ชิมดูรสตามใจชอบ จัดใส่จานรับประทานกับข้าวเหนียวและผักพื้นบ้าน

เคล็ดลับ
-
ควรใช้ไก่บ้านเนื้อเพราะเนื้อจะแน่น
-
เครื่องในไก่ใส่สุดท้ายเพราะถ้าคนมากจะเละ
-
รับประทานกับผักสดเช่นแตง ถั่วผักกาด ยอดมะตูมอ่อน ยอดกระถินและผักอื่นๆตามชอบ
คุณค่าอาหาร
-
โปรตีน เกลือแร่ วิตามินจากเนื้อไก่และผักต่างๆ

ลาบปลาดุก

ลาบ เป็นอาหารประเภทหนึ่ง ที่ใช้ปลาหรือเนื้อดิบสับให้ละเอียดผสมด้วยเครื่องปรุงมีพริก ปลาร้า เป็นต้น ถ้าใส่เลือดวัวหรือเลือดหมู เรียกว่า ลาบเลือด ชาวอีสานทุกครัวเรือน มักนิยมทำอาหารประเภทลาบ ในงานบุญต่างๆ เช่นงานแต่งงาน งานบวชพระ งานศพ งานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น

ลาบปลาดุก ก็เป็นอาหารประเภทหนึ่งในบรรดาลาบทั้งหมดที่ขึ้นชื่อของอาหารอีสานและทุกภาครู้จักกันดี เนื่องจากปลาดุกเป็นปลาน้ำจืดที่หาได้ในท้องถิ่น มีรสมัน หวานเป็นปลาที่ไม่มีเกล็ด และก้างน้อย จึงนิยมนำมาประกอบอาหารประกอบ

เครื่องปรุง

ปลาดุกอุยหนักประมาณ= 300 กรัม 1 ตัว

ข้าวคั่ว= 2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)

พริกป่น= 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)

ข่าโขลกละเอียด= 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)

ใบมะกรูดหั่นฝอย= 15 กรัม

ต้นหอมซอย=2 ช้อนชา (15 กรัม)

หอมแดงฝอย=2 ต้น (10 กรัม)

ใบสะระแหน่=1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)

น้ำมะนาว= ½ ถ้วย (50 กรัม)

น้ำปลา= 2-3 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)

ผักสด กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ใบโหระพา

วิธีทำ

1.ล้างปลาดุกให้สะอาด ขูดเมือกบนผิวออก นำไปย่างไฟพอสุก แกะเอาแต่เนื้อสับหยาบๆ
2.
เคล้าเนื้อปลาดุกกับข้าวคั่ว พริกป่น ข่าหั่นฝอย หอมแดงซอยใบมะกรูดหั่นฝอย
3.
ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะนาว คลุกเคล้ากันให้ทั่วโรยใบสะระแหน่ ต้นหอมซอย ชิมรสตามชอบ รับประทานกับกะหล่ำปลี ถั่วฝักยาวใบโหระพา

สรรพคุณทางยา
1.
ข้าวสาร รสมันหอมหวาน บำรุงร่างกาย แก้ตาฟาง แก้เหน็บชา แช่น้ำ ตำเป็นแป้งพอกแก้บวม แก้ปวด
2.
พริกขี้หนู รสเผ็ดร้อน ช่วยเจริญอาหาร ขับลมช่วยย่อย
3.
ข่า รสเผ็ดปร่าร้อน ช่วยขับลม ขับพิษโลหิตในมดลูกขับลมในลำไส้
4.
ใบมะกรูด รสปร่ากลิ่นหอมติดร้อน ใช้ปรุงอาหารช่วยดับกลิ่นคาว แก้โรคลักปิดลักเปิด ขับลมในลำไส้ ขับระดู แก้ลมจุกเสียด
5.
หอมแดง รสเผ็ดร้อน แก้ไข้เพื่อเสมหะ บำรุงธาตุ แก้ไข้หวัด
6.
สะระแหน่ใบ/ยอดอ่อน รสหอมร้อน ขับเหงื่อ แก้ปวดท้อง ขับลมแก้จุกเสียดแน่นเฟ้อ
7.
มะนาว เปลือกผลรสขม ช่วยขับลม น้ำในลูก รสเปรี้ยวแก้เสมหะ แก้ไอ แก้เลือดออกตามไรฟัน ฟอกโลหิต
8.
กะหล่ำปลี รสจืดเย็นกระตุ้นการทำงานของกระเพาะลำไส้ บำรุงธาตุไฟ
9.
ถั่วฝักยาว รสมันหวานมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ช่วยกระตุ้นการทำงานของกระเพาะลำไส้ บำรุงธาตุดิน
10.
โหระพา ใบรสเผ็ดปร่าหอม แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อ แก้ลมวิงเวียน ช่วยย่อยอาหารขับลมในลำไส้ ขับเสมหะ

ประโยชน์ทางอาหาร
ลาบปลาดุก มีรสจัด เปรี้ยว เผ็ด เค็ม ช่วยให้เจริญอาหาร ขับลม ช่วยย่อยอาหารเนื่องจากส่วนประกอบแต่งด้วยสมุนไพรหลากหลายชนิด

สันคอหมูย่างน้ำจิ้มแจ่ว

เครื่องปรุง
เนื้อสันคอหมูแล่ส่วนมันออกบ้าง=500 กรัม

น้ำตาลปี๊บ= 1 ช้อนโต๊ะ

ซอสหอยนางรม=2 ช้อนโต๊ะ

พริกไทยป่น= 1 ช้อนชา

เกลือ= 1/2 ช้อนชา

เหล้า= 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำจิ้ม
น้ำมะขามเปียกต้มสุก= 1/2 ช้อนโต๊ะ

น้ำปลา= 1-2 ช้อนโต๊ะ

หอมแดงซอย= 1 หัว

ต้นหอม ผักชีฝรั่งซอย=1 ช้อนชา

น้ำมะนาว= 1/2 ช้อนชา

พริกป่น= 1 ช้อนชา

ข้าวคั่ว= 1-2 ช้อนชา

น้ำตาลปี๊บ=1/2 ช้อนชา
วิธีทำ
1.
สันคอหมูแล่เป็นชิ้นสำหรับย่าง
2.
ผสมน้ำตาลปี๊บ ซอสหอยนางรมพริกไทยป่น เกลือ เหล้า เข้าด้วยกัน ลองแตะลิ้นชิมดูอย่าให้เค็มหรือหวานมากจนเกินไป
3.
นำหมูที่แล่ไว้มาเคล้านวดเล็กน้อยเพื่อให้ส่วนผสมเข้าเนื้อหมูหมักทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที
4.
นำไปย่างไฟกลางค่อนข้างอ่อนจนสุกเหลือง นำมาหั่นเป็นชิ้นบางพอคำเสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้ม
5.
น้ำจิ้ม ผสมน้ำตาลปิ๊บ น้ำปลา น้ำมะขามต้มสุกเข้าด้วยกัน ลองชิมดูให้ได้รสเค็ม เปรี้ยว หวาน (เผื่อรสเปรี้ยวไว้หน่อยเพราะจะต้องใส่น้ำมะนาวอีก) ใส่พริกป่นข้าวคั่วคนให้เข้ากัน ใส่หอมแดงซอย ต้นหอมผักชีฝรั่งซอยคนให้เข้ากันเสิร์ฟพร้อมคอหมูย่าง

ไส้กรอกอีสาน

ไส้กรอกอีสาน เป็นอาหารที่นิยมกันอย่างแพร่หลายทำโดยนำเอาหมูบดมาผสมกับเกลือ กระเทียมสับหยาบ เคล้ากับข้าเหนียวนึ่ง กรอกลงในไส้หมู ผูกเป็นข้อ ๆ แขวนผึ่งลมไว้ เมื่อหมักไว้จะเกิดรสเปรี้ยว เนื่องจากเชื้อจุลินทรีย์ย่อยเนื้อสัตว์ทำให้เกิดกรดแลกติก จึงเกิดรสเปรี้ยวขึ้น ยิ่งถ้าหมักไว้หลายวันจะเกิดรสเปรี้ยวมากยิ่งขึ้น ฉะนั้นเมื่อมีรสเปรี้ยวแล้วจึงควรเก็บไว้ในตู้เย็นไส้กรอกอีสานทำให้สุกด้วยวิธีการทอดปิ้ง คั่ว รับประทานกับถั่วทอด ต้นหอม พริกขี้หนูสด ขิงดองหรือพริกขี้หนูแห้งทอด

ไส้กรอกอีสาน

เครื่องปรุง
เนื้อหมูขาหลัง=1 กิโลกรัม
ไส้หมูไส้เล็ก= 500 กรัม
ข้าวเหนียวนึ่ง= 1 ถ้วย
กระเทียม= 100 กรัม
เกลือป่น=2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1.
ล้างทำความสะอาดไส้ โดยดึงเอาเยื่อไขมันที่หุ้มไส้ออกให้หมด กลับเอาไส้ด้านในออก ล้างให้สะอาด ใช้ช้อนสังกะสีหรือมีดเล็กค่อย ๆ ขูดเอาเมือกออกให้หมดอย่าให้ไส้ขาด ล้างน้ำให้สะอาด เคล้าเกลือ 1 ช้อนโต๊ะให้ทั่วล้างน้ำอีกครั้งให้สะอาด กลับไส้เหมือนเดิม
2.
ล้างเนื้อหมูให้สะอาดซับน้ำให้แห้ง หั้นเป็นชิ้นเล็ก บดเนื้อหมูรวมกับเกลือที่เหลือและกระเทียมให้ละเอียด ใส่ลงในอ่างผสมใส่ข้าวเหนียวนึ่งนวดให้เข้ากัน
3.
มัดปลายไส้ด้านหนึ่งด้วยเชือก ค่อย ๆ กรอกส่วนผสมใส่ไส้ มัดเป็นท่อน ยาวประมาณ 2นิ้ว ทำจนหมดส่วนผสม นำไปผึ่งแดดไว้ 2วัน ไส้กรอก จะมีรสเปรี้ยว เก็บใส่ถุงพลาสติกมัดปากถุงให้แน่น เเช่ไว้ในตู้เย็น ไส้กรอกก็จะไม่เปรี้ยวอีก
4.
วิธีรับประทานใช้ไม้แหลมจิ้มไส้กรอกเพื่อไล่อากาศ ทอดหรือย่างด้วยไฟกลางรับประทานกับพริกขี้หนูสด ขิงอ่อน กระเทียม ถั่วลิสงทอด และต้นหอม

อ่อมปลาดุก

อ่อม (คำนาม) ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 หมายถึงชื่อแกงชนิดหนึ่ง คล้ายแกงคั่วแต่ใส่มะระ มักใช้แกงกับปลาดุก เรียกว่าแกงอ่อมปลาดุก แต่ผู้เขียนเข้าใจว่าน่าจะเป็นแกงอ่อมของภาคกลางกมากว่าเพราะถ้าเป็นแกงอ่อมของภาคอีสานแล้วมักจะไม่ใส่มะระลักษณะแกงอ่อมของชาวอีสานจะมีลักษณะน้ำข้น ใส่ผักหลายชนิดรวมกันต้มให้เปื่อยเนื้อสัตว์ทุกชนิดสามารถนำมาทำแกงอ่อมได้ทั้งสิ้นผสมผสานกับน้ำแกงชวนรับประทานส่วนผักที่ใส่ถ้าเป็นบวบที่มีเมล็ดข้างในสีขาว (ที่ไม่แก่จัด)ใส่ลงไปในแกงอ่อมว่ากันว่าเมล็ดบวบเมื่อสุกแล้วเคี้ยวรับประทานอร่อยเหลือหลาย

เครื่องปรุง

ปลาดุกอุยหนักประมาณ=300 กรัม1 ตัว

น้ำปลาร้า=2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)

ผักชีลาว=3 ต้น (10 กรัม)

ต้นหอม=2 ต้น (10 กรัม)

มะเขือพวง=½ ถ้วย (50 กรัม)

มะเขือเปราะ= 5 ลูก (50 กรัม)

ใบแมงลัก= ½ ถ้วย (50 กรัม)

ข้าวเหนียวดิบแช่น้ำให้นิ่ม= 2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)

พริกขี้หนูสด= 15 เม็ด (20 กรัม)

หอมแดง=4 หัว (20 กรัม)

น้ำปลา= 2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)

วิธีปรุง

1. ล้างปลาดุกให้สะอาด หั่นเป็นชิ้น
2.
เอาน้ำ 2 ถ้วยตั้งไฟจนเดือดใส่ปลาลงต้ม เติมน้ำปลาร้า
3.
โขลกหอมแดง พริกสดและโขลกข้าวเหนียวที่แช่น้ำแล้วให้ละเอียด ตักใส่หม้อต้มปลาปรุงรสด้วยน้ำปลา
4.
เมื่อปลาสุก ใส่มะเขือเปราะผ่าซีก ตะไคร้หั่นท่อนสั้นมะเขือพวง ใบชะพลู ใบแมงลัก ต้นหอมหั่นสั้น ปิดไฟยกลงรับประทานกับผักชีลาว

สรรพคุณทางยา

1. ผักชีลาว
-
ทั้งต้น รสเผ็ดหอมฉุน แก้ไข้ แก้ซางบำรุงธาตุ แก้สะอึก แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้คลื่นเหียนอาเจียน แก้ไข้หัวไข้พิษแก้เจ็บตา
-
ลูก รสขมฝาดร้อนหอม ขับลมในลำไส้ บำรุงธาตุแก้ไตพิการเจริญอาหาร ขับลม แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อ จุกเสียดแน่น
-
รากเป็นกระสายยา กรุะทุ้งพิษไข้หัว เช่น ไข้กาฬ เหือดหัดสุกใดดำแดงแก้ไอที่มีเม็ดยอดในคอ แก้ระคายเคืองคอ
2.
ปลาร้า ก้างสุมไฟ รสเค็มแก้แผลอักเสบ
3.
ต้นหอม ใบรสหวานเผ็ดเค็มฉุน แก้ไข้หวัดคัดจมูก น้ำมูกไหลแก้โรคตา แก้ไข้กำเดา
4.
มะเขือพวง รสขมเผื่อนเปรี้ยวเล็กน้อย แก้ไอช่วยย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ
5.
มะเขือเปราะ รสขมเล็กน้อยกระตุ้นการทำงานของกระเพาะลำไส้ ช่วยบำรุงธาตุไฟ
6.
แมงลักใบสดรสหอมร้อนเป็นยาแก้หวัด แก้หลอดลมอักเสบ แก้โรคท้องร่วง ขับลม
7.
พริกขี้หนู รสเผ็ดร้อน ช่วยเจริญอาหาร ขับลม ช่วยย่อย
8.
หอมแดง รสเผ็ดร้อนแก้ไข้เพื่อเสมหะ บำรุงธาตุ แก้ไข้หวัด
9.
ชะพลู
-
ใบรสเผ็ดร้อน เจริญอาหาร ขับเสมหะ ทำให้เลือดลมซ่าน

ประโยชน์ของอาหาร

เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนจากปลาและวิตามินจากผักต่างๆที่ทรงคุณค่า

คุณค่าทางโภชนาการ

อ่อมปลาดุก 1 ชุด ให้พลังงานต่อร่างกาย 547 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย
-
น้ำ= 449.39 กรัม
-
โปรตีน= 75 กรัม
-
ไขมัน=10.56 กรัม
-
คาร์โบไฮเดรต= 38 กรัม
-
กาก= 7.12 กรัม
-
แคลเซียม= 258.9 มิลลิกรัม
-
ฟอสฟอรัส= 436.9 มิลลิกรัม
-
เหล็ก= 29.6 มิลลิกรัม
-
วิตามินเอ= 7831.2 IU
-
วิตามินบีหนึ่ง= 56.231 มิลลิกรัม
-
วิตามินบีสอง= 0.5 มิลลิกรัม
-
ไนอาซีน= 4.336 มิลลิกรัม
-
วิตามินซี= 30.8 มิลลิกรัม

อ่อมหอย

สรรพคุณ

ช่วยขับเหงื่อ ขับลมช่วยเจริญอาหาร เป็นอาหารบำรุงธาตุดิน

ฤดูกาลที่รับประทาน

ทุกฤดู

มื้อที่รับประทาน

เช้าและเย็น

แสลง

การรับประทานหอยครั้งละมาก ๆหรือบ่อยครั้งเกินไป อาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ หรือปวดบริเวณหลังถึงเอวได้เนื่องจากหอยมีการสะสมสารพิษชาวอีสานส่วนใหญ่ก่อนที่จะนำหอยมาประกอบเป็นอาหารต้องนำหอยมาแช่น้ำที่มีเปลือกเพกาประมาณ 10 12 ชั่วโมง เพื่อให้หอยคายด

การปรุงอาหาร

1.ล้างหอยขมแล้วแช่น้ำไว้ให้หอยคายดินออก ตัดก้นหอยออก ล้างน้ำอีกครั้งใส่กระชอนให้สะเด็ดน้ำ

2.โขลกพริกขี้หนูแหง ตะไคร้หั่นฝอย หอมแดงซอยใบมะกรูดหั่นฝอย เกลือป่น รวมกันให้ละเอียดเพื่อเป็นเครื่องแกง

3.ต้มน้ำให้เดือดใส่ตะไคร้ ใส่เครื่องแกง เดือดสักครู่ใส่หอย พอหอยสุกใส่ตะไคร้ ใบมะกรูด น้ำปลาร้าน้ำปลา ข้าวเบือ คนให้ทั่ว ลดไฟ ใส่ผักหวานบ้าน ใบชะพลู ชิดรส ปิดไฟ ยกลง

ส่วนผสม

หอยขม ใบชะพลูหั่นหยาบผักหวานบ้าน ตะไคร้หั่นแฉลบ ใบมะกรูดฉีก ข้าวเบือ น้ำปลา น้ำปลาร้า พริกขี้หนูตะไคร้หั่นฝอย หอมแดงซอ ใบมะกรูดหั่นฝอย เกลือ


edit @ 2007/02/06 11:08:20


edit @ 2007/02/06 11:30:57
edit @ 2007/02/06 14:35:26
edit @ 2007/02/13 12:39:19

Comment

Comment:

Tweet


embarrassed งง
#19 by มิ้น (171.96.178.153|171.96.178.153) At 2014-12-16 20:12,
big smile
#18 by (49.0.103.104|49.0.103.104) At 2014-11-23 12:49,
ไอเหื้ยangry smile angry smile angry smile
#17 by (1.0.152.139|1.0.152.139) At 2014-08-22 16:01,
#16 by ิท่ีเด้ เรพก่ เกนาเดน (61.19.83.26|61.19.83.26) At 2014-07-09 11:03,
DDDDDDDDDDDDD++++มากจ๊tongue open-mounthed smile
#15 by ใบหม่อน (125.27.136.187) At 2011-01-20 18:01,
ขอบคุณหลายค่ะ ได้ความรู้มากมาย จะลองทำดู
#14 by จ๋า (125.24.20.203) At 2011-01-07 22:08,
embarrassed หามาน้อย
#13 by (202.176.66.31) At 2010-11-07 13:37,
question น่าหร่อยจัง
#12 by น้ำค้าง (180.180.44.188) At 2010-10-30 00:14,
ผมก็กำลังทำ blog เกี่ยวกับอาหารอีสาน แวะไปทักทายกันบ้างน่ะครับ
#11 by อี๊ด (117.47.238.235) At 2010-09-08 18:53,
อาร่อยนาคร๊าบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ
บบบบบบบบบบบบบบบบบ
#10 by โมเม (1.46.20.184) At 2010-08-05 20:56,
น่ากิน
#9 by (61.19.68.226) At 2010-07-29 11:38,
อยากกินจัง
#8 by ฟร้อง แม่แจ่ม (118.172.27.220) At 2010-06-24 16:36,
น่ากินจัง
#7 by (118.172.27.220) At 2010-06-24 16:35,
ดีมากเลยครับ
#6 by (118.172.27.220) At 2010-06-24 16:34,
ทำหมูหยองเป็นรายได้เสริมให้กับดารานักร้องนักแสดงตลกดังๆ พิธีกรก็สามารถทำได้นักการเมืองหรือท่านใดที่ว่างงานหรือสนใจอาชีพใหม่หรืออยากเปลี่ยนงานต้องการงานใหม่ที่มีอนาคตมั่นคง เรียนพิเศษตัวต่อตัวสอนโดยมืออาชีพผู้มีประสบการณ์สูง สอนทุกขั้นตอนไม่หวงวิชาการเลือกหมูการแล่การต้มเทคนิคการคั่วการออกแบบเครื่องคั่วไม่เหมือนทั่วไปเพราะทดลองทำมา2ปีทำผิดทำถูกหมดค่าใช้จ่ายไปหลายแสนกว่าจะออกมาได้ดีที่สุดแล้วผลิตออกขาย เรียนแล้วคุ้มค่าเงินแน่นอนเพราะสามารถถ่ายทอดให้ลูกหลานเหลนรุ่นต่อๆไปได้และธุรกิจอาหารยังอยู่ได้ทุกสภาพเศรษฐกิจไม่ว่าจนหรือรวยก็ต้องกินอาหารกันทุกคน หมูหยองจะทำขายหน้าร้านใหม่ๆก็ขายดีได้ทุกจังหวัดทุกอำเภอ มีตลาดที่กว้าง และสามารถนำไปประกอบกับอาหารได้หลายอย่างรวมทั้งเบเกอรี่ด้วย เป็นของฝากของขวัญวันปีใหม่เป็นของไหว้ตรุษจีนไหว้สาร์ทจีนหรือจะนำไปเยี่ยมผู้ป่วยก็ได้เพราะของเราเป็นสูตรไร้มันมีคุณค่าทางอาหารไม่แพ้ซุปไก่รังนก หมูหยองเป็นอาหารแห้งที่มีอายุนานกว่าอาหารชนิดอื่นการเก็บรักษาง่ายสะดวก หรือจะทานเล่นเวลาไปท่องเที่ยวก็เพลิดเพลินดีหรือมีทิ้งไว้ที่บ้านเวลาหากับข้าวทานไม่มีก็นำมาทานกับข้าวได้เลยเด็กก็ชอบทานทำให้ทานข้าวได้เยอะขึ้นสำหรับเด็กที่เบื่ออาหารหรือผู้สูงอายุก็จะชอบมีไว้ติดบ้านโดยเฉพาะคนไทยเชื้อสายจีนจะชอบทานกับข้าวต้มร้อนๆอร่อยได้ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับฟันในการเคี้ยวลำบากค่าเรียน80000ลดจากราคาเดิม250000เพราะช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี เชิญลองมาเรียนดูแล้วท่านจะรู้คุณค่าวิชานี้แก้จน สนใจเส้นทางเศรษฐีนี้โทร.0815624890หรือ025821440และพิเศษที่สุดเรียนกลุ่ม50000พาเพื่อนมาเรียนด้วย2คนคนละ40000

#5 by aeuang (125.25.237.203) At 2010-05-19 12:54,
big smile น่าอร่อยquestion
#4 by (125.25.18.167) At 2009-09-30 17:45,
ภาพกับเรื่องไม่ตรงกัน ทำให้เนื้อหาด้อยลงหรือไม่ก็ไปเจอร้านที่ไม่ไช่อีสานแท้ครับ
#3 by ภคินทร์ (203.157.167.14) At 2009-02-18 13:44,
big smile big smile big smile big smile big smile
#2 by (118.174.143.13) At 2008-07-13 17:45,
เสนอว่าบอกชื่ออาหาร และสรุปลักษณะอาหาร ไม่จำเป็นต้องบอกวิธีปรุง เพราะดูข้อมูลมากเกินไป และน่าจะมีภาพประกอบ
#1 by อุษณีย์ ฉวีกุลรัตน์ (125.25.191.130) At 2007-02-12 19:08,