2007/Feb/06

บั้งไฟพญานาค


พญานาค งูใหญ่ มีหงอนสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา และบันไดสายรุ้งสู่จักรวาล เป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ จากการจำศีล บำเพ็ญภาวนาศรัทธาในพุทธศาสนา ไม่เบียดเบียนผู้อื่น

งูใหญ่หรือพญานาค เรามักจะพบเห็น เป็นรูปปั้นหน้าโบสถ์ ตามวัดต่างๆบันไดขึ้นสู่วัดในพุทธศาสนาภาพเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง กับศาสนาพุทธอีกมากมาย และ นครวัดมหาปราสาท ถ้าเราจะสังเกต ก็คงจะเป็นที่ศาสนาพุทธทำไมมีเรื่องราวพญานาคมาเกี่ยวข้องมาก ติดตามกันต่อไป

พญานาค หรืองูใหญ่มีหงอน ในตำนานของฝรั่ง หรือชาวตะวันตก ถือว่าเป็นตัวแทนของกิเลสความชั่วร้าย ตรงข้ามกับชาวตะวันออก ที่ถือว่า งูใหญ่ พญานาค มังกร เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พลังอำนาจ ชาวฮินดูถือว่าพญานาคเป็นผู้ใกล้ชิดกับเทพองค์ต่าง ๆ เป็นเทพเจ้าแห่งน้ำ เช่น อนันตนาคราช ที่เป็นบัลลังก์ของพระนารายณ์ตรงกับความเชื่อของลัทธิพรามณห์ ที่เชื่อว่า นาคเป็นเทพแห่งน้ำ เช่นปีนี้ นาค ให้น้ำ 1 ตัว แปลว่า น้ำจะมาก จะท่วมที่ทำการเกษตรไร่นา ถ้าปีไหน นาคให้น้ำ 7 ตัว น้ำจะน้อย ตัวเลขนาคให้น้ำจะกลับกันกับเหตูการณ์ เนื่องจาก ถ้านาคให้น้ำ 7 ตัวน้ำจะน้อยเพราะนาคกลืนน้ำไว้


นาคเจ้าแห่งงู หรือ พญานาค

พญานาคเป็นสัตว์มหัศจรรย์ ที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ สามารถแปลงกายได้พญานาคมีอิทธิฤทธิ์ และมีชีวิตใกล้กับคนพญานาคสามารถแปลงเป็นคนได้เช่นคราวที่แปลงเป็นคนมาขอบวชกับพระพุทธเจ้า ในหนังสือไตรภูมิพระร่วงกล่าวถึงนาคที่ชื่อ ถลชะ ที่แปลว่า เกิดบนบก จะเนรมิตกายได้เฉพาะบนบก และนาคชื่อชลซะ แปลว่า เกิดจากน้ำ จะเนรมิตกายได้เฉพาะในน้ำเท่านั้น

พญานาคถึงแม้จะเนรมิตกายเป็นอะไร แต่ในสภาวะ 5 อย่างนี้จะต้องปรากฎเป็นงูใหญ่เช่นเดิม คือ ขณะเกิด ขณะลอกคราบ ขณะสมสู่กันระหว่างนาคกับนาคขณะนอนหลับ โดยไม่มีสติ และที่สำคัญ ตอนตาย ก็กลับเป็นงูใหญ่เหมือนเดิม

พญานาคมีพิษร้าย สามารถทำอันตรายผู้อื่นได้ด้วยพิษ ถึง 64 ชนิดซึ่งตามตำนานกล่าวว่า สัตว์จำพวกงู แมงป่อง ตะขาบ คางคก มด ฯลฯ มีพิษได้ซึ่งก็ด้วยเหตุที่นาคคายพิษทิ้งไว้ แล้วพวกงูไปเลียพวกที่มาถึงก่อนก็เอาไปมาก พวกมาทีหลัง เช่น แมงป่อง กับ มด ได้พิษน้อย แค่เอาหางเอากันไปป้ายเศษพิษ จำพวกนี้จึงมีพิษน้อย และพญานาคต้องคายพิษทุก 15 วัน

พญานาคอาศัยอยู่ใต้ดิน หรือบาดาลคนโบราณเชื่อว่าเมื่อบนสวรรค์มีเทพเทวาอาศัยอยู่ลึกลงไปใต้พื้นโลกก็น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวว่าที่ที่นาคอยู่นั้นลึกลงไปใต้ดิน 1 โยชน์ หรือ 16 กิโลเมตรมีปราสาทราชวังที่วิจิตรพิสดารไม่แพ้สวรรค์ ที่มีอยู่ถึง 7 ชั้น เรียงซ้อน ๆ กันชั้นสูง ๆ ก็จะมีความสุขเหมือนสวรรค์

พญานาคสามารถผสมพันธุ์กับสัตว์ชนิดอื่นได้แปลงกายแล้วผสมพันธุ์กับมนุษย์ได้ เมื่อนาคตั้งท้องจะออกลูกเป็นไข่เหมือนงูมีทั้งพันธุ์เศียรเดียว 3, 5 และ 7 เศียร

สามารถขึ้นลง ตั้งแต่ใต้บาดาลพื้นโลก จนถึงสวรรค์ในทุกตำนานมักจะกล่าวถึงนาคที่ขั้น-ลง ระหว่างเมืองบาดาล กับเมืองสวรรค์ที่จะแปลงกายเป็นอะไรตามที่คิด ตามสภาวะเหตุการณ์นั้น ๆ

จะเห็นว่าพญานาคหรืองูใหญ่นั้นมีความเป็นมาและถิ่นที่อยู่เป็นสัดส่วนในภพหนึ่งต่างหากจะมีเป็นบางครั้งที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้พญานาคเป็นทั้งเอกลักษณ์ของความดี และความไม่ดี

นาคเกี่ยวพันกับชีวิต น้ำ ธรรมชาติ

จะได้ยินอยู่เสมอว่า ปีนี้นาคให้น้ำเท่าไร กี่ตัว ฝนฟ้าดี หรือไม่ดีนาคให้น้ำสร้างความอุดมสมบูรณ์แก่สรรพชีวิต

ทั้งปวงพญานาคที่อาศัยอยู่ในสวรรค์ใต้น้ำ ตามคติฮินดูพญาอนันตนาคราชแท่นบรรทมของพระนารายณ์ ที่นับถือเป็นเทพเจ้าพญานาคเปรียบได้กับท้องน้ำทั้งหลายในจักรวาล นาคมีอิทธิฤทธิ์บันดาลให้ฝนตกหรือไม่ตกก็ได้ตลอดจนสามารถแปลงกายเป็นเมฆฝนได้พญานาค...เป็นที่มาของแม่น้ำต่าง ๆอันหมายถึงผู้รักษาพลังแห่งชีวิตทั้งหลาย

ตามความเชื่อของชาวพุทธ เทวดาแห่งน้ำ คือวรุณและสาครที่ต่างก็เป็นจอมแห่งนาคราช นอกจากที่เกี่ยวข้องกับน้ำบนโลกแล้วนาคยังเกี่ยวข้องกับน้ำในสวรรค์อีกด้วย คนโบราณเชื่อว่าสายรุ้งกับนาคเป็นอันเดียวกันที่เชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับโลกสวรรค์ข้างหนึ่งของรุ้งจะดูดน้ำจากพื้นโลกขึ้นไปข้างบนเมื่อถึงจุดที่สูงสุดก็จะปล่อยน้ำลงมาเป็นฝนที่มีลำตัวของนาคเป็นท่อส่ง

ในตำนานสิงหนวัติกล่าวว่า เมื่อเจ้าเมืองสิงหนวัติอพยพคนมาจากทางเหนือพญานาคแปลงกายมาช่วยชี้ที่ตั้งเมืองใหม่ และขอให้อยู่ในทศพิธราชธรรมพอตกกลางคืนก็ขึ้นมาสร้างคูเมือง 4 ด้าน เป็นเมืองนาคพันธุ์สิงหนวัติต่อมาเมื่อยกทัพปราบเมืองอื่นได้ และรวมดินแดนเข้าด้วยกัน จึงเปลี่ยนชื่อเป็นแคว้นโยนกนาคราช

ที่เห็นได้ชัดก็คือ ที่ปราสาทพนมรุ้ง จะมีคูเมืองที่เป็นสระน้ำ 4 ด้านรอบปราสาทและมีพญานาคอยู่ด้วย ตามความเชื่อของคนสมัยโบราณนาคจะมีความหมายเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากน้ำ เช่นการสร้างศาสนสถานไม่ว่าจะเป็นอุโบสถ นาคที่ราวบันได จึงมีพญานาคซึ่งตามความเป็นจริง (ความเชื่อ) การสร้างต้องสร้างกลางน้ำเพื่อให้ดูเหมือนว่าศาสนสถานนั้นลอยอยู่เหนือน้ำ แต่ก็ไม่ต้องสร้างจริง ๆเพียงแต่มีสัญลักษณ์พญานาคไว้ เช่น ที่ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์เป็นต้น

แม้เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ ก็จะมีอยู่ในราศีเกิด เช่นของคนนักษัตรปีมะโรงที่มีความหมายถึง ความยิ่งใหญ่และพลังอำนาจ ที่มีพญานาคเป็นสัญลักษณ์

นาคให้น้ำ...พญานาคเป็นสัญลักษณ์แห่งธาตุน้ำ "นาคให้น้ำ"เป็นเกณฑ์ที่ชาวบ้านรู้และเข้าใจดี ที่ใช้วัดในแต่ละปี จำนวนนาคให้น้ำมีไม่เกิน 7 ตัว ถ้าปีไหนอุดมสมบูรณ์มีน้ำมากเรียกว่า "นาคให้น้ำ 1 ตัว"แต่หากปีไหนแห้งแล้งเรียกว่าปีนั้น "มีนาคให้น้ำ 7 ตัว"จะวัดกลับกันกับจำนวนนาค ก็คือที่น้ำหายไป เกิดความแห้งแล้งนั้นก็เพราะพญานาคกลืนน้ำไว้ในท้อง

นาค จำแลงนาคที่ทำหน้าเหมือนมนุษย์สวมมุงกฏ

เกี่ยวข้องกับคนไทย...เรามักจะเห็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับนาคได้เสมอ ในงานจิตรกรรม ประติมากรรม และหัตถกรรม นาคเป็นส่วนประกอบที่สำคัญทางสถาปัตยกรรมโดยเฉพาะตามอาคารวัดต่าง ๆ หลังคาอาคารที่สร้างขึ้นสำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์และสถานบันศาสนสถาน ตามคตินิยมที่ว่า นาคยิ่งใหญ่คู่ควรกับสถาบันอันสูงส่ง เช่นนาคสะดุ้ง ที่ทอดลำตัวยาวตามบันได นาคลำยอง ที่ทำเป็นป้านลมหลังคาโบสถ์ที่ต่อเชื่อมกับนาคสะดุ้ง นาคเบือน นาคจำลอง และนาคทันต์คันทวยรูปพญานาค

พญานาค...เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา

ตามตำนานพญานาคมีอยู่ก่อนสมัยพระพุทธเจ้าแล้ว ดังเช่นหลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมพิเศษแล้ว ได้เสด็จไปตามเมืองต่าง ๆเพื่อแสดงธรรมเทศนา มีครั้งหนึ่งได้เสด็จออกจากร่มไม้อธุปปาลนิโครธไปยังร่มไม้จิกชื่อ "มุจลินท์"ทรงนั่งเสวยวิมุตติสุข อยู่ 7 วันคราวเดียวกันนั้นมีฝนตกพรำ ๆ ประกอบไปด้วยลมหนาวตลอด 7 วัน ได้มีพญานาคชื่อ "มุจลินท์"เข้ามาวงด้วยขด 7 รอบพร้อมกับแผ่พังพานปกพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อจะป้องกันฝนตกและลมมิให้ถูกพระวรกาย หลังจากฝนหายแล้ว คลายขนดออกแปลงเพศเป็นมานพมายืนเฝ้าที่เบื้องพระพักตร์ ด้วยความศรัทธาอย่างแรงกล้าความเชื่อดังกล่าวทำให้ชาวพุทธสร้างพระพุทธรูปปางนาคปรกแต่มักจะสร้างแบบพระนั่งบนตัวพญานาค ซึ่งดูเหมือนว่าเอาพญานาคเป็นบัลลังก์เพื่อให้เกิดความสง่างาม และทำให้คิดว่าพญานาคคือผู้คุ้มครองพระศาสดาพญานาคชื่อมุจลินทร์ มาถวายอารักขา ป้องกันพระพุทธเจ้าจากฝนและลมหนาว (ตำนานนาคปรก)พญานาค...สะพาน (สายรุ้ง) ที่เชื่อมโลกมนุษย์กับสวรรค์หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ โลกศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อที่ว่า พญานาคกับ รุ้ง เป็นอันเดียวกัน ก็คือสะพานเชื่อมโลกมนุษย์กับสวรรค์นั่นเอง

นาคสะดุ้ง...ที่ราวบันไดโบสถ์นั้นได้สร้างขึ้นตามความเชื่อถือ "บันไดนาค"ก็ด้วยความเชื่อดังกล่าวแม้ตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากดาวดึงส์ ก็โดยบันไดแก้วมณีสีรุ้งที่เทวดาเนรมิตขึ้นและมีพญานาคจำนวน 2 ตน เอาหลังหนุนบันไดไว้หรือแม้แต่ ตุง ของชาวล้านนา และพม่า ก็เชื่อกันว่าคลี่คลายมาจากพญานาคและหมายถึงบันไดสู่สวรรค์ความเชื่อของชาวฮินดู ก็ถือว่า นาคเป็นสะพานเชื่อมภาวะปกติ กับที่สถิตของเทพทางเดินสู่วิษณุโลก เช่นปราสาทนครวัดจึงทำเป็นพญานาคราชที่ทอดยาวรับมนุษย์ตัวเล็ก ๆ สู่โลกแห่งความศักดิ์สิทธิ์หรือก็บั้งไฟของชาวอีสานที่ทำกันในงานประเพณีเดือนหก ก็ยังทำเป็นลวดลายและเป็นรูปพญานาค พญานาคนั้นจะถูกส่งไปบอกแถนบนฟ้าให้ปล่อยฝนลง พญานาคตามความเชื่อของชาวฮินดู

ในสมัยพระพุทธเจ้ามีพญานาคตนหนึ่งนั่งฟังธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าแล้วได้เกิดศรัทธาจึงได้แปลงกายเป็นมนุษย์ขอบวชเป็นพระภิกษุ แต่อยู่มาวันหนึ่งเข้านอนในตอนกลางวันหลังจากหลับแล้วมนต์ได้เสื่อมกลายเป็นงูใหญ่ จนพระภิกษุรูปอื่นไปเห็นเข้าต่อมาพระพุทธเจ้าทรงทราบจึงให้พระภิกษุนาคนั้นสึกออกไป เพราะเป็นสัตว์เดรัจฉานนาคตนนั้นผิดหวังมาก จึงขอถวายคำว่า นาคไว้ใช้เรียกผู้ที่เข้ามาขอบวชในพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นอนุสรณ์ในความศรัทธาของตน

ต่อจากนั้นมาพระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติไม่ให้สัตว์เดรัจฉาน ไม่ว่าจะเป็นนาค ครุฑหรือสัตว์อื่น ๆ บวชอีกเป็นอันขาดเพราะก่อนที่อุปัชฌาย์จะอุปสมบทให้แก่ผู้ขอบวชจะต้องถาม อัตรายิกธรรมหรือข้อขัดข้องที่จะทำให้ผู้นั้นบวชเป็นพระภิกษุไม่ได้ รวม 8 ข้อเสียก่อน ในจำนวน 8 ข้อนั้น มีข้อหนึ่งถามว่า "ท่านเป็นมนุษย์หรือเปล่า"

เหตุที่พระสุกจมน้ำ ที่เวินสุก บ้านหนองกุ้ง อำเภอโพนพิสัย

มีการเล่าขานถึงความศรัทธาของพญานาคว่า เหล่าพญานาค นั้นเป็นผู้ที่มีความเคารพและศรัทธาในพระพุทธเจ้ามาก หลังจากที่มีการสร้างพระพุทธรูปขึ้นที่เมืองล้านช้างประเทศลาว ความทราบถึงเหล่าพญานาค ที่อยู่เมืองบาดาลจึงได้แปลงกายขึ้นไปขอพระพุทธรูปกับเจ้าเมืองล้านช้าง โดยเจาะจงขอเอาพระสุกเพื่อไปไหว้สักการะบูชา ที่เมืองบาดาลปกติเหล่าพญานาคเป็นผู้ที่ถือศีลแปดเคร่งครัดมาก พญานาค จะไม่ทำร้ายใครส่วนมนุษย์ตายในน้ำที่ว่าเงือกกินนั้น เงือกก็คือ พญานาค ชั้นเลว ประพฤติตนเกเรจึงชอบทำร้ายมนุษย์ตามน้ำ เดี๋ยวนี้พระสุกก็ยังจมอยู่ในแม่น้ำโขงที่ที่เป็นที่อยู่ของเหล่า พญานาค ในเมืองบาดาล เวินสุกอยู่ตรงข้ามกับบ้านหนองกุ้งอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ตรงนั้นเป็นบริเวณปากน้ำงึมไหลลงมาออกแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำสองสี


เมืองพญานาค หรือเมืองบาดาล

ในเมื่อมีเมืองมนุษย์ หรือโลกมนุษย์ โลกสวรรค์ หรือเมืองสวรรค์ก็ต้องมีเมืองบาดาล (เมืองพญานาค)สองเมืองนอกจากเมืองมนุษย์แล้วหลายคนก็คงต้องอยากไปเป็นแน่วิสัยของมนุษย์ชอบในสิ่งที่ท้าทาย ยิ่งห้ามก็ยิ่งอยากพบอยากเห็นเมืองบาดาลอยู่ใต้เมืองมนุษย์ลงไปในใต้ดิน 16 กิโลเมตร (ตามความเชื่อ)มีคำเล่าลือเกี่ยวกับเมืองบาดาลในเขต อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย (แต่อย่าอุตริขุดไปหาพญานาคก็แล้วกัน)

พระพุทธเจ้าเสด็จเทวโลก

ครั้งหนึ่ง เมื่อพระพุทธเจ้าได้เสด็จพร้อมด้วยพระอรหันต์จำนวน 500 รูปเพื่อเสด็จไปยังเทวโลก ได้ผ่านวิมานของเหล่าพญานาคที่กำลังมีการรื่นเริงกันอย่างสนุกสนาน ที่มีนันโทปะนันทะนาคราชเป็นประธานใหญ่ เมื่อเห็นคณะสงฆ์ผ่านไปเหนือวิมานจึงมีความโกรธมากจึงได้ตรงไปยังเขาพระสุเมรุแปลงตนเป็นนาคขนาดใหญ่ พันโอบเขาพระสุเมรุด้วยขดถึง 7 รอบ แล้วแผ่พังพานบังชั้นดาวดึงส์เอาไว้ เพื่อไม่ให้พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ผ่านไปได้และเมื่อเป็นดังนั้นได้มีพระอรหันต์หลายรูปอาสาปราบ แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต จนพระโมคคัลลานะผู้ซึ่งตามเสด็จไปด้วยอาสา พระองค์จึงทรงอนุญาต ดังนั้นพระโมคคัลลานะ จึงได้แปลงกายเป็นนาคราชขนาดใหญ่กว่าถึงเท่าตัวพันเอานาคนันโทปะนันทะนาคราชเอาไว้ด้วยขดถึง 14 รอบนาคราชทนไม่ไหวบันดาลให้ไฟลุกขึ้น พระโมคคัลลานะ ก็ให้เกิดไฟขึ้นเช่นกันไฟของนันโทปะนันทะนาคราชสู่ไม่ไหว จึงถามว่า "ท่านผู้เจริญ ท่านเป็นใคร"ตอบว่า "เราคือโมคคัลลานะ ศิษย์ของตถาคต"นันโทปะนันทะนาคราช จึงบอกว่าท่านจงคืนร่างกลับเป็นพระเหมือนเดิมเถิดแต่ด้วยนิสัยของผู้รู้ว่านันโทปะนันทะนาคราช เป็นคนไม่ยอมแพ้ใครง่าย ๆ จึงได้แปลงกายให้เล็กนิดเดียวสามารถเข้ารูหู รูจมูกได้ แล้วเข้าไปตามรูต่าง ๆ จน นันโทปะนันทะนาคราช ทนไม่ไหวและนันโทปะนันทะนาคราช สู้ไม่ได้จึงหนีไป พระโมคคัลลานะจึงแปลงร่างเป็นพญาครุฑไล่ติดตามไป เมื่อหนีไม่พ้นจึงแปลงร่างเป็นมาณพหนุ่มยอมแพ้พระโมคคัลลานะและที่สุดจึงยอมให้พระพุทธเจ้าพร้อมพระอรหันต์ผ่านไปแต่โดยดี


ใต้เมืองโพนพิสัย

ลักษณะของอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคายที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงด้านหัวเมืองจะมีลำห้วยหลวงไหลออกมา เรียกว่า ปากห้วยหลวง ตรงข้ามกับอำเภอโพนพิสัยคือ บ้านโดน ที่ขึ้นกับเมืองปากงึมทุกวันนี้มีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับเมืองบาดาลที่เชื่อว่าอยู่ใต้อำเภอโพนพิสัย ว่า ในหน้าแล้งจะมีหาดทรายขึ้นกลางแม่น้ำโขงแต่บริเวณอำเภอโพนพิสัยหาดทรายนี้จะขึ้นอยู่ฝั่งลาว บริเวณบ้านโดนวันหนึ่งในหน้าแล้งตอนเที่ยงวัน ได้มีหญิงสาวชาวบ้านโดนคนหนึ่งได้ลงมาตักเพื่อไปดื่ม โดยมีกระป๋องน้ำ (หาบครุ) ลงมาที่หาดทรายเพราะบริเวณนั้นมีน้ำออกบ่อ (น้ำริน) เมื่อลงมาแล้วได้หายไปชาวบ้านลงมาเห็นแต่กระป๋องน้ำ (หาบครุ) พ่อ แม่ ต่างก็ตามหากันแต่ไม่พบ จนครบ 7 วันเมื่อไม่เห็นลูกสาว และคิดว่าลูกสาวคงจมน้ำตายแล้ว จึงได้พร้อมกับญาติพี่น้องชาวบ้านจัดทำบุญอุทิศให้ ในตอนกลางคืนก็มีหมอลำสมโภชจนเวลาต่อมาเวลาประมาณเที่ยงคืน ลูกสาวคนที่เข้าใจว่าจมน้ำตายก็ปรากฎตัวขึ้นที่บ้าน ขณะที่ชาวบ้านกำลังฟังหมอลำกันอยู่ทำให้ญาติพี่น้องแตกตื่นกันเป็นอย่างมาก บางคนก็วิ่งหนีเพราะคิดว่าเจอผีหลอกเข้าสุดท้ายลูกสาวจึงได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง หลังจากที่ตั้งสติได้และแล้วญาติพี่น้องก็เข่ามาร่วมวงนั่งฟัง หญิงสาวเล่าให้ทุกคนฟังว่า "วันนั้นอากาศร้อนมาก น้ำดื่มหมดโอ่ง เมื่อลงไปเพื่อจะตักน้ำ เมื่อวางกระป๋องน้ำ (หาบครุ) ปรากฎว่าเห็นมีหมู เหมือนกับว่าได้ยกเท้าหน้าเรียกให้เข้าไปหาตนได้เดินเข้าไปหา แล้วหมูตัวนั้นก็บอกว่าให้หลับตา จะพาลงไปเมืองบาดาลพอหลับตาได้สักครู่ หมูตัวนั้นก็บอกให้ลืมตาเมื่อลืมตาขึ้นปรากฎว่าตนมาอยู่อีกเมืองหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับเมืองมนุษย์มีดิน มีบ้านเรือนเรียงรายกันอยู่ แต่จะมีแปลกก็ตรงที่ทุกคนจะนุ่งผ้าแดง และมีผ้าพันศรีษะเป็นสีแดงเหมือนกันโดยด้านหน้าจะปล่อยให้ผ้าแดงห้อยลงเหมือนกับหัวงู เมื่อเดินตามชายคนนั้น (กลับร่างหมู กลายเป็นคน) ก็มีชาวบ้านถามกันว่า นำมนุษย์ลงมาทำไม (เพราะกลิ่นมนุษย์ต่างกับเมืองบาดาล) ชายคนนั้นก็บอกว่าพามาเที่ยวดูเมืองได้เดินไปเรื่อย ๆ เมื่อแหงนหน้ามองดูท้องฟ้ากลับปรากฎว่าเป็นสีน้ำตาลอ่อน ๆเหมือนสีขุ่น ๆ ของน้ำ ชายคนนั้นได้บอกว่า นี่เป็นเมืองบาดาล และเป็นเมืองหน้าด่านส่วนตัวเมืองหลวงนั้นยังอยู่อีกไกลและชาวเมืองจะมีงานสมโภชเมื่อถึงวันออกพรรษาของเมืองมนุษย์ ซึ่งถือว่าตลอด 3 เดือนที่เข้าพรรษานั้นเหล่าชาวเมืองที่นี่ก็จะจำศีลปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นการบูชาพระพุทธเจ้าหลังจากที่เดินชมเมืองอยู่ไม่นาน ชายคนนั้นก็ได้นำขึ้นมาส่ง โดยการเดินมาทางเดิมก็เป็นการเดินมาเรื่อย ๆ แต่ได้ขึ้นมายืนอยู่บริเวณหาดทรายเหมือนเดิมแล้วก็ได้ขึ้นมาหาพ่อ แม่ นี้"จากการเล่าของลูกสาว พ่อ แม่ ญาติพี่น้องจึงได้จัดงานทำบุญทำพิธีสู่ขวัญเพื่อเป็นการต้อนรับขวัญให้กับลูกสาว ต่อมาอีก 7 วันลูกสาวก็ได้เจ็บป่วยและเสียชีวิตในที่สุด (เหตุการณ์นี้สอบถามได้จากผู้เฒ่าผู้แก่ชาวโพนพิสัย คุ้มวัดศรีเกิดได้)


สิ่งต้องห้ามของชาวอำเภอโพนพิสัย

สิ่งต้องห้ามสิ่งหนึ่งของชาวอำเภอโพนพิสัย ก็คือ ห้ามนำมุ้งลงไปซักในแม่น้ำโขงไม่ว่าจะเป็นที่ใด เพราะจะทำให้บริเวณนั้นพังทลายเมื่อถึงหน้าฝนและก็เป็นเช่นนั้นจริง เมื่อถึงหน้าฝนทุกปี หากมีคนนำมุ้งลงไปซักหลายคนไม่เชื่อได้นำมุ้งลงไปซักในแม่น้ำโขง ก็มักพบกับสิ่งแปลก ๆบางคนก็เห็นปลาว่ายวนเวียนไปมาอยู่บริเวณนั้นแต่หลายคนจะเห็นเป็นงูว่ายน้ำไปมาอยู่ใกล้ ๆ ที่ซักมุ้งบางคนจะเห็นเป็นงูขนาดใหญ่ว่ายน้ำเป็นสายตรง จากท่าวัดจุมพลแล้วมุ่งหน้าไปที่ปากห้วยกุง บ้านหนองกุงฝั่งลาว จะเป็นสายน้ำลักษณะเช่นนี้จะเห็นในตอนเที่ยงวัน ที่วันไหนแดดร้อน ชาวบ้านเรียกสิ่งนี้ว่างูใหญ่ที่มีชื่อว่า "นาคตาเดียว"เนื่องจากครั้งหนึ่งได้มีฝรั่งไปนอนอาบแดดอยู่หาดทรายบ้านโดนแล้วมีคนหนึ่งจมน้ำตายไป เมื่อฝรั่งขึ้นเครื่องบินดูกลับเห็นว่ามีงูใหญ่ตัวหนึ่งทับร่างอยู่ จึงได้โยนลูกระเบิดลงมาและถูกงูใหญ่ตัวนั้นทำให้ตาข้างหนึ่งบอด (เรื่องนี้สอบถามชาวบ้านได้) จนต่อมาชาวบ้านก็จะเรียกว่า "ไอ้เดี่ยว"หรือ "นาคตาเดียว"และมักจะปรากฏให้ชาวบ้านที่ออกไปหาปลาเห็นอยู่เสมอ แต่ไม่ทำร้ายใครตั้งแต่ถูกลูกระเบิด บางครั้งที่บริเวณห้วยกุง (ฝั่งลาว) บางวันแดดร้อน ๆชาวบ้านจะเห็นน้ำพุ่งขึ้นจากห้วยเป็นลักษณะเหมือนละอองน้ำเป็นลูกใหญ่ขนาดเท่าลำตาลและเห็นหัวงูขนาดใหญ่ในละอองน้ำ เหมือนกับว่ากำลังพ่นน้ำเล่นอยู่ในห้วยสายน้ำที่มีลักษณะเหมือนงูว่ายน้ำนั้น ผู้เขียนเองก็เห็นมากับตาเพราะผู้เขียนเองได้นั่งอยู่ที่ท่าน้ำวัดจุมพล พร้อมกับพรรคพวกขณะพักผ่อนที่ริมน้ำ

นอกจากการเห็นงูใหญ่ว่ายน้ำไปมาเป็นแนวตรง ดังกล่าวแล้ว สิ่งหนึ่งที่ชาวโพนพิสัยได้กระทำกันเป็นประเพณีติดต่อกันมา เพื่อเป็นการสักการะเจ้าแม่คงคาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในลำแม่น้ำโขง โดยการไหลเรือไฟที่ทำจากกาบกล้วยใส่ขี้ใต้จุดให้ไหลไปตามน้ำ ซึ่งทำการไหลตั้งแต่ท่าน้ำบ้านแดนเมืองต.วัดหลวง แต่ไม่มีการแข่งขันประกวดกันเหมือนทุกปีซึ่งจะทำกันในวันออกพรรษาของทุกปีซึ่งจะมีการไหลเรือไฟก็ต่อเมื่อเสร็จจากการเวียนเทียน

ลูกไฟประหลาด

หลังจากการเวียนเทียนเสร็จในวันออกพรรษาที่วัดไทย (ทุกวัดจะมารวมกัน) อ.โพนพิสัยแล้ว พระเณรส่วนหนึ่ง พร้อมด้วยชาวบ้านก็จะนั่งเรือหางยาวนำเรือไฟที่ทำด้วยกาบกล้วยต้นกล้วย ขึ้นไปปล่อยจากท่าน้ำวัดบ้านแดนเมือง ตงวัดหลวง (รวมทั้งผู้เขียนด้วย)ได้ขึ้นไปในเรือและก็ปล่อยเรือไฟลงมาตอนนี้ก็จะดับเครื่องเรือแล้วปล่อยให้ไหลลงมาเรื่อย ๆในความเงียบนี้เมื่อมาถึงแถวท่าน้ำวัดหลวงก็จะเริ่มเห็นมีสิ่งเหมือนลูกไฟผุดขึ้นมาจากใต้น้ำเป็นลูกสีแดงอมชมพู ขึ้นสูงจากผิวน้ำประมาณ 2-3 วา แล้วก็ดับไปในอากาศ จะขึ้นจุดละ 1 ลูก นาน ๆ จะขึ้นลูกหนึ่งและก็เรื่อยมา ที่ปากห้วยหลวงท่าวัดจุมพลและจะมีมากที่ท่าน้ำวัดไทย ซึ่งเป็นที่รวมของพระเณรและชาวบ้านที่มาร่วมกันเวียนเทียน และอีกแห่งที่เห็นลูกไฟนี้คือ ท่าน้ำวัดจอมนางอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย

ลูกไฟที่ว่านี้จะขึ้นก็ต่อเมื่อบนฝั่งเงียบสงัด เกิดขึ้นในเวลาประมาณ 3 ทุ่มไปจนถึงเที่ยงคืนก็คืน จะเกิดขึ้นลูกเดียวโดด ๆ จะเกิดห่างกันหลายนาทีและจะเกิดขึ้นเฉพาะในวันออกพรรษาเท่านั้น สมัยเมื่อปี 2516 ลงไปลูกไฟนี้จะเกิดน้อยมาก แต่ชาวบ้านก็รอดูกันโดยการปูเสื่อนั่งรอดูอยู่ตามวัดไทยวัดจุมพล คนดูก็ไม่มาก บางคนก็หลับไปเพราะรอดูลูกไฟประหลาด

ลูกไฟประหลาดที่ว่านี้เกิดขึ้นเป็นเวลานานมาแล้ว เพราะว่าคนแก่ที่มีอายุ 80 ปี (เมื่อปี พ.ศ.2540) ได้บอกว่าเมื่อตนยังเป็นเด็กก็เคยเห็นลูกไฟนี้เหมือนกันและพ่อแม่ก็ได้บอกว่าเห็นมาตั้งแต่เด็กเหมือนกัน

ต่อมาเมื่อชาวอำเภอโพนพิสัย ได้ไปอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆและประกอบกับสื่อสารมวลชนได้ลงข่าวเมื่อปี พ.ศ.2519 ก็เริ่มเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป แต่ชาวอำเภอโพนพิสัย ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาเพราะเห็นมาทุกปี จึงไม่ได้สนใจอะไรมากมายซึ่งผิดกับชาวต่างจังหวัดที่พากันมาดูแล้วบอกต่อกันไปเรื่อย ๆจึงมีคนมาในแต่ละปีมากขึ้นเรื่อย ๆจนถึงขนาดทำให้รถยนต์ติดกันเป็นแถวในวันออกพรรษาของทุกปี

ลักษณะของลูกไฟ...จะมีลักษณะเป็นสีแดงอมชมพู พุ่งขึ้นจากใต้น้ำบริเวณขึ้นก็ไม่แน่นอน บางครั้งขึ้นกลางแม่น้ำโขง และบางครั้งจะขึ้นใกล้ฝั่งการเกิดขึ้นกลางแม่น้ำโขงลูกไฟจะเอนเข้าหาฝั่ง แต่หากขึ้นริมฝั่งลูกไฟจะเอนออกไปกลางโขง

ในปัจจุบันนี้ ลูกไฟจะขึ้นตั้งแต่ตอนหัวค่ำ คือเวลาประมาณ 18.00 น.จะขึ้นจุดละไม่ต่ำกว่า 20 ลูก และขึ้นสูงจากผิวน้ำตั้งแต่ 50-100 เมตร จะมีลูกใหญ่เล็กไม่แน่นอน และจุดเกิดไม่แน่นอน จะเปลี่ยนจุดเกิดไปเรื่อย ๆแต่จะเกิดในเขตบริเวณ อ.โพนพิสัย ตลอดแนวของแม่น้ำโขง นอกจากแม่น้ำโขงแล้วในหนองน้ำขนาดใหญ่ก็มีลูกไฟขึ้นเช่นกัน เช่น หนองสรวง บ้านร่อนถ่อน ต.จุมพลอ.โพนพิสัย จังหวัดหนองคาย

เมื่อถึงวันออกพรรษาของทุกปี ทุกวันนี้จะมีชาวต่างจังหวัดและต่างประเทศเดินทางไปที่ อ.โพนพิสัย เพื่อดูลูกไฟประหลาดนี้กันเป็นจำนวนมากเรียกว่าจากทั่วสารทิศ

ที่เกิดของลูกไฟ...

ลูกไฟประหลาด นี้จะเกิดขึ้นตามบริเวณตั้งแต่ท่าน้ำวัดหลวง ต.วัดหลวง ปากห้วยหลวงท่าน้ำจุมพล ท่าน้ำวัดไทย ท่าน้ำวัดจอมนาง และบริเวณปากน้ำงึม บ้านหนองกุง ต.กุดบงท่าน้ำบ้านน้ำเป ต.รัตนวาปี ท่าน้ำบ้านท่าม่วง กิ่ง อ.รัตนวาปี และที่แก่งอาฮงบ้านอาฮง ต.หอคำ อ.บึงกาฬ และที่บริเวณท่าน้ำวัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ ที่กล่าวมทั้งหมดอยู่ในจังหวัดหนองคาย

แต่ก่อนจะมีคนเห็นเฉพาะที่บริเวณเขต อ.โพนพิสัย เป็นส่วนมากลูกไฟที่เกิดขึ้นกลางแม่น้ำโขงนี้ ที่เกิดมาเป็นเวลานาน ชาวบ้าน อ.โพนพิสัยเรียกว่า "บั้งไฟพญานาค"

บั้งไฟพญานาค...จะแตกต่างจากลูกไฟทั่วๆ ไปที่มนุษย์ทำขึ้นเพราะลูกไฟที่มนุษย์ทำขึ้นนั้นจะมีลักษณะเป็นสีแดง มีเปลวไฟขณะกำลังพุ่งขึ้นแล้วโค้งตกลงมา แต่บั้งไฟพญานาคนี้ เป็นลูกไฟสีแดงอมชมพู ไม่มีเสียงไม่มีเปลวไฟ ขึ้นตรง ดับกลางอากาศ ไม่มีตก ไม่มีควันซึ่งจะสังเกตได้ง่ายกว่าลูกไฟทั่ว ๆ ไป

คลื่นประชาชน...หลังจากที่ข่าวแพร่ออกไปเกี่ยวกับเรื่อง บั้งไฟพญานาคทำให้ประชาชนในต่างจังหวัด และคน อ.โพนพิสัย เมื่อไปทำงานที่อื่นเมื่อวันออกพรรษาก็จะชักชวนเพื่อน ๆมาดูสิ่งมหัศจรรย์แห่งลุ่มแม่น้ำโขงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้

อ.โพนพิสัย เต็มไปด้วยผู้คน รถยนต์แทบหาที่จอดไม่ได้ต้องจอดไว้ที่ทุ่งนาที่ทางอำเภอจัดให้จอด เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องขอกำลังจาก สภ.อ. และสภ.ต. ใกล้เคียงมาช่วยในการจัดการด้านจราจรเนื่องจากมีชาวบ้านต่างจังหวัดมากันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในจังหวัดและในกรุงเทพฯ ก็จะมาจองห้องพักตามโรงแรมต่าง ๆ ในจังหวัดเรียกว่าห้องเต็มวันก่อนเป็นเดือนเพราะสิ่งมหัศจรรย์อย่างนี้ถือว่าได้ดูแล้วเป็นบุญวาสนาแก่ตนเองหรือจะพูดว่าเป็นสิริมงคลแก่ตนเองก็ไม่ผิดเพราะสิ่งประหลาดไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก

ถนนทุกสายมุ่งสู่อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย

พอถึงวันออกพรรษาของทุกปี คลื่นประชาชนจากทั่วสารทิศก็มุ่งสู่ อ.โพนพิสัยทั้งด้วยรถยนต์ส่วนตัว รถเหมา และรถประจำทางความหวังและจิตใจจดจ่ออยู่ที่สิ่งมหัศจรรย์ ที่เกิดขึ้นในแม่น้ำโขงในเขต อ.โพนพิสัยที่ชาวบ้านตั้งแต่สมัยปู่ ย่า ตา ยาย ว่าบั้งไฟพญานาคสาเหตุที่เรียกว่าอย่างนั้นก็คงไม่มีใครสามารถให้คำอธิบายได้มากว่านี้แต่สาเหตุที่เรียกว่าอย่างนั้น คือ ลูกไฟนี้เกิดขึ้นมาจากใต้แม่น้ำโขงไม่มีใครคนใดคนหนึ่งอุตริลงไปทำในน้ำได้ แต่หากทำได้ จะเพื่ออะไร ทำทำไมแล้วได้อะไร แต่หากทำจริง ในการทำแต่ละครั้งจะต้องใช้คนไม่น้อยกว่า 300 คนกระจายกันอยู่ใต้น้ำ อีกอย่างหนึ่งน้ำในแม่น้ำโขงจะมีสีขุ่นการทำงานนี้ต้องใช้ทุนอย่างมหาศาล จึงไม่มีความจำเป็นที่จะทำ

แต่ถึงแม้หลายคนจะไม่เชื่อว่าเป็นบั้งไฟพญานาคตามที่ชาว อ.โพนพิสัยเรียก แต่ก็บอกไม่ถูกว่าเป็นอะไรแต่เมื่อได้เห็นกับตาแล้วค่อนข้างจะเชื่อว่าเป็นอย่างนั้นจริงเพราะไม่มีอะไรอื่นที่จะเรียกและเกิดขึ้นได้การเกิดของบั้งไฟพญานาคก็จะเกิดเฉพาะวันออกพรรษาเท่านั้น และวันออกพรรษา ( ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ) จะต้องตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ ของประเทศลาว บั้งไฟพญานาค นี้จะขึ้นจำนวนมากเท่าที่ผู้เขียนสังเกตมาตั้งแต่เด็ก ๆโดยการนำเสื่อไปปูคอยดูที่ท่าน้ำวัดไทยในสมัยนั้น เมื่อประมาณปี 2513 บั้งไฟพญานาคนี้จะขึ้นก็ต่อเมื่อในน้ำเงียบสงบ บนฝั่งเงียบไม่มีเสียงอึกทึกครึกโครม ราว ๆ ประมาณ 3 ทุ่มก็จะมีลูกไฟพุ่งขึ้นมาจากใต้น้ำสูงจากผิวน้ำประมาณไม่เกิน 3 วา แต่มาในปัจจุบัน (ปี 2530-2539 ) ลูกไฟนี้จะขึ้นตั้งแต่เวลา 18.00 น. ไปจนถึงราว ๆ 22.00 น.ต่อจากนั้นไปก็ค่อย ๆ หมดไป แต่จะเกิดมากช่วง 18.00-21.00 น. ขึ้นแต่ละครั้งแต่ละจุดไม่ต่ำกว่า 30-50 ลูก จะเกิดจากช่วงบริเวณท่าน้ำวัดหลวงท่าน้ำปากห้วยหลวง ท่าน้ำวัดจุมพล วัดไทยและท่าน้ำวัดจอมนางเป็นส่วนใหญ่ นอกนั้นจะมีบ้างเป็นจุด ๆ ไปแต่ไม่มากเหมือนกับเกิดที่บริเวณดังกล่าว

ลูกไฟดังกล่าวนับว่าเป็นลูกไฟมหัศจรรย์ ตามที่ชาวบ้าน อ.โพนพิสัย เรียกว่า "บั้งไฟพญานาค"เพราะสิ่งแวดล้อมหลายอย่างเอื้ออำนวยและเหมาะที่จะคิดอย่างนั้น

แก่งอาฮง...เมืองหลวงของพญานาคเหตุที่เชื่อเช่นนั้นเพราะที่นี่มีลูกไฟที่เรียกว่าบั้งไฟพญานาคเกิดขึ้นเช่นกัน แต่แตกต่างจากที่อื่นเพราะที่อื่นลูกไฟที่เกิดขึ้นจะเป็นสีแดงอมชมพู แต่บริเวณแก่งอาฮงนี้จะเป็นลูกสีเขียว มีคนเคยเห็นลูกไฟที่เกิดขึ้นที่นี่เมื่อหลายปีก่อนว่าลูกไฟโตเท่าแท้งค์น้ำ สีเขียวสว่างพุ่งขึ้นจากใต้น้ำทำให้บริเวณใกล้เคียงสว่างไสวราวกับว่าเป็นเวลากลางวัน ขึ้นสูงประมาณ 20 เมตรและสาเหตุที่เชื่อว่าแก่งอาฮงเป็น เมืองหลวงของเมืองบาดาล ก็เพราะว่าตลอดแนวแม่น้ำโขงตลอดสาย ตั้งแต่ประเทศจีน ผ่านมาจนถึงจังหวัดหนองคาย แก่งอาฮงออกสู่ทะเล แก่งอาฮงถือว่าเป็นสะดือทะเล แม่น้ำโขงที่มีความลึกในหน้าแล้งที่ชาวประมงใช้เชือกผูกก้อนหินหย่อนลงไป มีความยาววัดได้ 99 วา ของผู้ใหญ่เพราะตรงนั้นจะเป็นแอ่งที่มองเห็นด้วยตามนุษย์ บริเวณด้านหลังศาลาวัดอาฮงและยังมีความลึกลับกว่านั้นอีกว่าบริเวณสะดือแม่น้ำโขงดังกล่าวยังเป็นถ้ำใต้น้ำทะลุไปออกที่ภูงูฝั่งตรงข้ามที่ประเทศลาวอีกด้วย

แก่งอาฮง...บริเวณดังกล่าวเมื่อวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำบรรดาวิญญาณทั้งหลายก็จะมารวมกันที่นี่ ส่วนจะมารวมกันเพื่ออะไรนั้นยากที่จะบอกได้แต่ที่แน่ ๆ บรรดาวิญญาณทั้งหลายจะมารวมกัน แต่หากผู้ใดมีจิตใจเข้มแข็งเข้าไปนั่งสงบสติอารมณ์์

ไม่วอกแวก ก็จะได้ยินเสียงโหยหวน บ้างก็มีเสียงปี่ เสียงกลองเหมือนกับคนกระทำพิธีกรรมอะไรสักอย่างแต่หากคิดอีกทางหนึ่งก็เพราะว่าบริเวณแก่งอาฮงนี้หากมีคนตายไหลตามน้ำมาก็จะติดอยู่แก่งนี้ เมื่อก่อนหากมีคนตายในแม่น้ำโขงก็จะมาโผล่ที่นี่ติดอยู่ตามเกาะ แก่งที่มีอยู่มากมายในหน้าแล้งแม้แต่หน้าฝนที่นี่ก็จะมีคลื่น เนื่องจากกระแสน้ำกระทบเข้ากับแก่งหินจึงเป็นที่รวมวิญญาณต่าง ๆ ก็เป็นไปได้

เทพเจ้าทางน้ำ...สิ่งหนึ่งที่ปรากฏให้เห็นตามริมแม่น้ำโขงในเขตจังหวัดหนองคายจากตัวจังหวัดลงไปถึงอำเภอบึงกาฬ ซึ่งสิ่งนี้คือหอเจ้าแม่สองนางซึ่งจะมีอยู่ที่วัดหายโศก อ.เมืองหนองคาย เรื่อยไปที่ อ.โพนพิสัยอยู่ที่ปากห้วยหลวง แก่งอาฮง และที่หน้าโรงพยาบาล อ.บึงกาฬ คำว่า สองนางในที่นี่คืองู 1 คู่ คือ งู 2 ตัว


สมัยก่อนชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขง จะใช้การติดต่อกันในทางทำธุรกิจค้าขายต้องเดินทางกันทางน้ำ เพราะไม่มีรถยนต์เหมือนทุกวันนี้ดังนั้นจะต้องใช้เรือล่องผ่านหมู่บ้านต่าง ๆและหมู่บ้านก็จะตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะการเดินทางไปมาสะดวกสบายเพราะฉะนั้นการเดินทางค้าขายจึงต้องมีการทำพิธีบวงสรวง เทพเจ้าทางน้ำที่เขาเชื่อและนับถือว่าจะให้ความปลอดภัยในการเดินทางในการทำพิธีบวงสรวงก็จะมีเครื่องเซ่นไหว้ประกอบไปด้วย เหล้าขาว หมากพูล ข้าวดำข้าวแดง ก่อนออกเรือก็จะเทเหล้าขาวลงน้ำ เพื่อเป็นการบอกกล่าวว่าการออกเรือครั้งนี้ขอให้มีความปลอดภัย ประสบความสำเร็จในการค้าขายและเดินทางก่อนออกเดินทางทุกครั้งชาวลุ่มแม่น้ำโขงจะต้องทำพิธีบวงสรวงให้เกิดโชคลาภทุกครั้งและการเดินทางทางเรือจะต้องใช้เวลานานเป็นเดือน ๆยิ่งตอนกลับทวนน้ำแล้วยิ่งต้องใช้เวลานาน

บ่อยครั้งเหมือนกันที่มีชาวลุ่มน้ำโขงต้องเสียชีวิตลงในระหว่างการเดินทางทางน้ำแต่นั้นพวกเขาจะเชื่อว่าเป็นการทำผิดต่อเจ้าแม่สองนาง หรือเทพเจ้าทางน้ำจึงถูกลงโทษ เหตุการณ์เหล่านี้จะถูกเรียกว่า "เงือกกิน" "เงือก" "งู"เป็นสิ่งเดียวกัน "พญานาค"ก็เป็นสิ่งเดียวกันแต่พญานาคนั้นมีภพที่อยู่อีกมิติหนึ่ง พญานาคจึงสามารถแปลงร่างได้หลายชนิดและแปลงกายเป็นมนุษย์ หรืออะไรก็ได้ สุดแท้แต่จะแปลง เพียงแค่คิดก็แปลงร่างแล้วถึงแม้จะแปลงเป็นมนุษย์ได้ แต่การอยู่ก็มีภูมิ หรือภพอยู่ต่างมนุษย์

จึงมีปรากฏการณ์ให้เห็นอยู่บ่อย ๆ ว่ามีคนเห็นงูใหญ่หรือเห็นคนเดินลงไปในน้ำแล้วหายไปต่อหน้าต่อตาบางครั้งถึงกับมีการแปลงร่างเป็นหนุ่มมาเกี้ยวสาวจนกระทั่งมีการติดพันเกิดความรักระหว่างพญานาคกับมนุษย์ ก็มีอยู่บ่อยครั้งเรื่องนี้สามารถสอบถามชาวบ้านท่าม่วง ตาลชุมได้ ขึ้นต่อกิ่ง อ.รัตนวาปี จ. หนองคา ยเพราะสมัยก่อนสาว ๆ บ้านท่าม่วง และบ้านตาลชุม จะมีพญานาคแปลงกายเป็นหนุ่ม ๆขึ้นมาเกี้ยวพาราสีอยู่เป็นประจำ ถึงขนาดได้ชวนสาว ๆ ลงไปชมเมืองบาดาลแต่หลังจากนั้นอีก 7 วัน สาว ๆที่ลงไปก็เกิดอาการเจ็บป่วยและเสียชีวิตไปในที่สุดก่อนเวลาอันสมควรคือหลังจากขึ้นมาได้ 7 วัน ก็เสียชีวิต

รอยพญานาค

ในแต่ละปีของวันออกพรรษา อ.โพนพิสัย จ.หนองคายจะเป็นแหล่งนัดพบของบรรดาผู้ที่ต้องการพิสูจน์ความจริงของปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ได้ยินแต่คนอื่นพูดให้ฟังว่า ที่เขต อ.โพนพิสัยนั้นมีลูกไฟที่พุ่งขึ้นมาใต้แม่น้ำโขง เป็นลุกไฟสีแดงอมชมพู ไม่มีเสียง ไม่มีแสงและไม่มีควัน ไม่มีโค้งตกลงมาเหมือนลูกไฟทั่วๆ ไปและลูกไฟที่ว่านี้จะไม่เป็นที่กำหนดว่าจะเกิดขึ้นบริเวณใด จำนวนกี่ลูกและจะขึ้นสูงขนาดไหน ไม่มีกำหนด แต่จะเฉลี่ยแล้วจะขึ้นไม่แน่นอน จุดละ 3-20 ลูกขึ้นสูงกว่า 100 เมตร ตามจุดต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว ลูกไฟนี้ชาวบ้าน อ.โพนพิสัยตั้งแต่สมัยผู้เฒ่าผู้แก่ เรียกว่า "บั้งไฟพญานาค"เพราะเป็นที่เชื่อว่าจะเป็นบั้งไฟที่พญานาคจุดขึ้นมาเพื่อเป็นพุทธบูชาต่อพระพุทธเจ้า ที่เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์หลังจากที่ไปโปรดพระมารดา เป็นเวลา 3 เดือน จึงมีทั้งเมืองมนุษย์ สวรรค์และเมืองบาดาล ที่ต่างก็สาธุการจัดงานสมโภช ที่ประเพณีไทยทำมาก็คือการตักบาตรเทโวในวันออกพรรษา

หลังจากเหตุการณ์บั้งไฟพญานาคขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ผ่านไปแล้วก็เหลือแต่ความทรงจำ และความประทับใจสำหรับผู้ที่มาพิสูจน์ความจริงว่าลูกไฟนั้นคืออะไร หลายคนก็ต้องนำกลับไปคิด ไปวิเคราะห์เนื่องจากสิ่งที่เห็นมากับตานั้นเป็นอะไรกันแน่ พอผ่านไปได้อีก 7 วัน หลังออกพรรษาชาวโพนพิสัยก็จะจัดงานแข่งเรือยาวประจำปี เหมือนกับทุกปีที่ผ่านมา แต่ปีนี้ 2536 มีสิ่งที่ประหลาดเกิดขึ้นบนหน้ารถยนต์ของสองสามีภรรยา ที่นำผลไม้ไปขายในวันแข่งเรือโดยนำรถยนต์โตโยต้า สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน ป.8380 อุดรธานีจอดไว้บริเวณหน้าวัดไทย เพื่อขายส้มในงาน สองสามีภรรยา ชื่อ นายลี และนางอารีย์ไม่ทราบนามสกุล เป็นคนจังหวัดอุดรธานี พอตกกลางคืนหลังจากขายส้มแล้วก็นอนพักเอาแรงเพื่อจะได้ขายในวันต่อมา พอตกกลางคืนนางอารีย์ก็ฝันว่า มีชายสองคน นุ่งห่มผ้าขาว โพกหัวด้วยผ้าขาวผูกด้านหน้าเป็นกระจุกเหมือนหัวพญานาค ขึ้นมาขอกินส้ม แต่นางไม่ให้กินพอคืนที่สองมาก็ฝันเห็นเรือยาวลำหนึ่งจอดขวางอยู่กลางลานวัด (จอดบนบก)และได้ยินเสียงชายคนเดิมมาขอกินส้มอีก แต่นางก็ไม่พูดอะไรพอตื่นเช้ามาก็เล่าเรื่องฝันให้ชาวบ้านฟัง คนแก่ก็เลยบอกให้สองสามีภรรยาจัดขันดอกไม้ ธูปเทียน เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ตนเอง พอคืนต่อมาอีกก็ฝันเห็นชายดังกล่าวมาขอส้มอีก แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรแล้ว เพราะฝันเห็นมา 3 วันหลังจากตื่นขึ้นตอนเช้าก็จะมาขายส้มต่อ ก่อนนอนสองสามีภรรยาได้นำผ้าคลุมรถเอาไว้ก่อนนอน ก่อนขายส้มตอนเช้าจึงได้เปิดผ้าคลุมรถออกนำส้มมาวางขาย แต่เช้าของคืนที่ 3 ก็ต้องตกใจเมื่อเปิดผ้าคลุมรถยนต์เพราะในความรู้สึกบอกว่ามีอะไรบางอย่างขดอยู่หน้ารถในความรู้สึกว่ามีจริงจนสุดท้ายจึงตัดสินใจเดินมาเปิดผ้าคลุมรถยนต์ออก แต่ก็ต้องแปลกใจอีกครั้งที่เห็นรอยประหลาดเหมือนกับรอยตะขาบขนาดใหญ่ เป็นรอยนูนและยังเปียก เป็นดินโคลนสีแดง ตรวจดูตามข้างรถยนต์ ก็ไม่มีรอยปีนขึ้น-ลงมีเฉพาะนอนขดอยู่หน้ารถมีรูปร่างเหมือนตะขาบ มีเกล็ด มีขา เป็นรอยมันใส ดู ๆแล้วเป็นดินที่ไม่เหมือนกับดินในหนองน้ำ หรือโคลนบนบกเพราะดมดูก็ไม่มีกลิ่นเหมือนโคลนทั่ว ๆ ไป นางอารีย์ตกใจมากเพราะกลัวว่าจะเป็นลางบอกเหตุที่ไม่ดีกับตนเมื่อชาวบ้านทราบเรื่องเข้าก็มามุงดูกันใหญ่ ด้วยความตกใจต่อมาจึงมีคนมาแนะนำให้ไปเข้าทรงดูว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อได้เข้าทรงก็ทราบว่าโดยการเชิญดวงวิญญาณของหลวงพ่อใหญ่ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ในอุโบสถวัดไทยและหลวงพ่อใหญ่นี้สามารถที่จะติดต่อกับเมืองพญานาค หลังจากที่เข้าทรงทราบว่ารอยดังกล่าวเป็นรอยของพญานาคจริงที่แปลงร่างขึ้นมาปรึกษากับหลวงพ่อใหญ่ในการที่จะบำรุงรักษาวัดให้เจริญรุ่งเรืองต่อไปเพราะสภาพปัจจุบันนี้ขาดการดูแล และพญานาคที่ขึ้นมานั้นก็เป็นพญานาคระดับหัวเมืองที่มาเพื่อที่จะแสดงให้เหล่ามนุษย์รู้ว่าเมืองบาดาลและพญานาคนั้นมีจริงและบังเอิญขึ้นมาพบกับนายลี ซึ่งในชาติก่อนนายลีเป็นลูกชายของพญานาค ที่เมืองบาดาล เมื่อมาพบจึงเกิดความดีใจพร้อมกับได้ขอกินส้มและประกอบกับความดีใจจึงได้กระโดดขึ้นบนหน้ารถยนต์แล้วประทับรอยเอาไว้ได้ขึ้นมาตอนเที่ยงคืน มาทั้งหมด 7 คน อีก 6 คนไม่แสดงตัวให้เห็น ส่วนสองสามีภรรยาที่ไปขายส้ม ก็ไม่เคยไปที่ อ.โพนพิสัย มาก่อน



พญานาคสามารถแปลงกายเป็นอะไรได้หลายอย่างตามร่างทรงที่อัญเชิญดวงวิญญาณหลวงพ่อใหญ่บอกว่าตรงท่าน้ำวัดไทยนั้นเป็นปากถ้ำขนาดใหญ่ และเป็นด่านที่จะขึ้นสู่เมืองมนุษย์ส่วนใต้บริเวณวัดก็เป็นถ้ำขนาดใหญ่ สมัยก่อนมีชาวประมงดำน้ำลงไป พบปากถ้ำขนาดใหญ่มีงู (พญานาค) ขดอยู่หน้าถ้ำ ลำตัวสีเขียว หลวงพ่อใหญ่ยังบอกว่าถึงแม้จะมีการสร้างเขื่อนกั้นตลิ่งพัง ก็ไม่สามารถที่จะปิดปากถ้ำนี้ได้

จากการปรากฏรอย พญานาค ครั้งแรกที่หน้ารถยนต์ของคนขายส้มแล้วต่อมาได้เกิดขึ้นที่หน้าบ้านของนายประจักษ์ พิทักษ์กุล ผู้ใหญ่บ้านจอมนาง ถึง 3 ครั้ง 3 วันติดต่อกัน ที่มีลักษณะรอยเหมือนกับที่เกิดขึ้นบนหน้ารถยนต์ พอตกกลางคืนมีคนเดินผ่านไปมาที่หน้าบ้านผู้ใหญ่บ้านก็จะได้รับกลิ่นหอมเหมือนดอกไม้ ทั้ง ๆที่ไม่มีต้นไม้ในบริเวณนั้น บริเวณเดียวกันมีคนฝันเห็นคนนุ่งขาว ห่มขาวขึ้นมาใส่บาตรพระและที่เดียวกันในตอนเช้าทุกวันก็จะมีพระสงฆ์ออกบิณฑบาตรอยู่เป็นประจำนอกจากที่ขึ้นหน้ารถยนต์ และหน้าบ้านผู้ใหญ่บ้านแล้วรอยดังกล่าวยังไปขึ้นที่หลังคารถยนต์ของเจ้าหน้าที่การเงินที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคายอีกด้วยและขึ้นอีกหลายที่ในปีเดียวกัน

หลวงพ่อใหญ่ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ประดิษฐานอยู่ในวิหารวัดไทยจากการสอบถามผู้เฒ่า ผู้แก่ ก็บอกว่า เกิดมาก็เห็นอยู่อย่างนั้นไม่พบหลักฐานว่าสร้างในสมัยใด ใครเป็นผู้สร้าง จึงเป็นเรื่องที่ต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามประเพณีต่อไป เพราะปกติชาว อ.โพนพิสัย จะไปร่วมกับประกอบพิธีไม่ว่าจะเป็นวันออกพรรษา และวันเข้าพรรษา จะร่วมกันทำพิธีกรรมที่วัดไทยตลอดมาไม่ว่าจะเป็นการจัดไหลเรือไฟที่มีมานานแสนนาน ก็จะทำพิธีกันที่ท่าน้ำวัดไทย

หลวงพ่อใหญ่เป็นที่เคารพนับถือของคน อ.โพนพิสัย มาช้านานใครมีเรื่องเดือดร้อนก็จะนำเครื่องสักการะไปสักการะเพื่อขอพร สุดแล้วแต่จะขอกันผู้ไปขอพรก็จะสำเร็จตามความมุ่งหวังสมปรารถนาทุกคน ต่อมาหลังจากที่มีรอยพญานาคปรากฏขึ้นที่หน้ารถยนต์ ที่จอดอยู่หน้าวัดไทยแล้วทางกรรมการวัดก็ได้จัดทำพระบูชาจำลองหลวงพ่อใหญ่ขึ้นเพื่อให้ชาวบ้านนำไปสักการะบูชา ซึ่งก็มีหลายขนาดด้วยกัน


แข่งเรือที่บ้านทุ่งธาตุ...สมัยก่อนในวันขึ้น 15 ค่ำชาวบ้านทุ่งธาตุจะได้ยินเสียงแข่งเรือกลางวันบางวันก็จะเห็นลำน้ำพุ่งเป็นทางตรงเหมือนงูใหญ่ผ่านไปมา วันดีคืนดีก็จะเห็นตาผ้าขาวเดินทางผ่านไปมา แล้วหายตัวไปในบริเวณห้วยบ้านทุ่งธาตุบริเวณสะพานก่อนถึงโรงเรียน ตรงนั้นจะมีป่าไม้ทึบ ต่อมามีคนไปปลูกบ้านอยู่ใกล้ก็จะมีสิ่งประหลาดเกิดขึ้นให้เห็นอยู่บ่อย ๆโดยมากจะเห็นตาผ้าขาวเดินไปมาอยู่เป็นประจำ โดยตาผ้าขาวบอกว่ามาจากเมืองบาดาลเคยมีคนเอาขยะไปเทลงท่าน้ำห้วยหลวง หลังบ้านบริเวณดังกล่าวเกิดท่าน้ำพังอย่างทันตาเห็น

วังนาคินทร์

วังนาคินทร์คำชะโนดหรืออีกชื่อหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกคือ เมืองชะโนดอยู่ระหว่าง ต.วังทอง และ ต.บ้านม่วง และ ต.จันทร์ อ.บ้านดุงจ.อุดรธานี

ตามตำนานกล่าวว่า เมืองชะโนด มีเจ้าพ่อพญาศรีสุทโธเป็นใหญ่ครองเมืองหนองกระแสครึ่งหนึ่ง มีบริวาร 5,000 ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นของสุวรรณนาคและมีบริวาร 5,000 เช่นกัน ทั้งสองฝ่ายอยู่ด้วยกันด้วยความรักสามัคคี มีอะไรก็แบ่งกันกินเป็นเช่นนี้ตลอดมา จนอยู่มาวันหนึ่งสุวรรณนาคพาบริวารออกไปล่าเนื้อหาอาหาร ได้ช้างมาเป็นอาหาร จึงได้แบ่งให้

สุทโธนาคครึ่งหนึ่ง พร้อมกับนำขนช้างไปให้ดูเพื่อเป็นหลักฐานต่างฝ่ายต่างก็อิ่มหนำสำราญ และอยู่มาวันหนึ่งสุวรรณนาคก็ออกหาอาหารอีกครั้งนี้ได้เม่นมาเป็นอาหาร จึงได้แบ่งให้สุทโธนาคไปครึ่งหนึ่งพร้อมกับนำขนไปให้เพื่อเป็นหลักฐานเช่นเคย เม่นตัวนิดเดียวแต่ขนใหญ่ เมื่อแบ่งให้สุทโธนาคก็ไม่พอใจ เพราะพิจารณาดูแล้ว ขนาดขนยังใหญ่ขนาดนี้แล้วตัวคงใหญ่กว่านี้แน่นอน จึงไม่รับเนื้อเม่น พร้อมกับส่งคืนสุวรรณนาคเห็นดังนั้นจึงไปชี้แจงให้ทราบ ขอให้รับไว้เป็นอาหารและผลสุดท้ายทั้งสองจึงประกาศสงครามกัน สาเหตุที่เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งออกหาอาหารอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องไม่ต้องออกไป เพราะกลัวว่าบริวารจะปะทะกัน

เมื่อประกาศสงครามกันขึ้น ต่างฝ่ายต่างก็ระดมไพร่พลบริวาร สงครามเกิดขึ้นไม่มีฝ่ายไหนแพ้ ชนะ พญานาคทั้งสองรบกันอยู่เป็นเวลา 7 ปี ก็ไม่มีใครแพ้ ชนะเพราะต่างฝ่ายต่างก็หวังครองหนองกระแสเพียงฝ่ายเดียว จนทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่รอบๆ หนองกระแสเกิดความเสียหาย เดือดร้อนไปตาม ๆ กัน พื้นโลกสะเทือนเกิดแผ่นดินไหวเทวดาต่างก็เดือดร้อนกันไปด้วยสามภพความเดือดร้อนทราบไปถึงพระอินทราธิราชผู้เป็นใหญ่เทวดาทั้งหลายต่างก็พากันไปร้องทุกข์และเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้พระอินทร์ได้ทราบดังนั้นจึงได้หาวิธีให้พญานาคทั้งสองหยุดรบกัน เพื่อความสงบสุขของไตรภพจึงได้เสด็จลงจากดาวดึงส์มายังเมืองมนุษย์โลก ที่หนองกระแสแล้วตรัสเป็นเทวราชโองการ ว่า "ให้ท่านทั้งสองหยุดรบกันเดี๋ยวนี้"การทำสงครามครั้งนี้ถือว่าเสมอกัน และให้หนองกระแสเป็นเขตปลอดสงครามและให้พญานาคทั้งสองสร้างแม่น้ำคนละสาย จากหนองกระแสใครสร้างถึงทะเลก่อนจะได้ปลาบึกไปไว้ในแม่น้ำแห่งนั้นและให้ถือเอาภูเขาพญาไฟเป็นเขตกั้นคนละฝ่ายใครข้ามไปราวีรุกรานกันขอให้ไฟจากภูเขาไฟไหม้ฝ่ายนั้นเป็นจุลมหาจุล

หลังจากพระอินทร์ตรัสเป็นเทวราชโองการเช่นนั้น สุทโธนาคพร้อมไพร่พลอพยพออกจากหนองกระแสสร้างแม่น้ำมุ่งไปทางทิศตะวันออกของหนองกระแสเมื่อถึงตรงไหนเป็นภูเขาก็คดโค้งไปตามภูเขาหรืออาจจะลอดภูเขาบ้างตามความยกง่ายในการสร้าง เพราะสุทโธนาคเป็นคนใจร้อนแม่น้ำนี้เรียกว่า "แม่น้ำโขง"คำว่าโขงมาจากคำว่าโค้งได้ถึงทะเลก่อนจจีงได้เป็นผู้ชนะปลาบึกจึงอยู่แม่น่ำโขง ส่วนฝั่งลาวเรียกว่าแม่น้ำของ

ส่วนสุวรรณนาคเมื่อได้รับเทวราชโองการก็พาบริวารไพร่พลออกจากหนองกระแสสร้างแม่น้ำมุ่งไปทางทิศใต้ของหนองกระแส สุวรรณนาคเป็นคนตรงพิถีพิถันและยังเป็นผู้มีจิตใจเย็น การสร้างแม่น้ำจึงต้องทำให้ตรง เแม่น้ำนี้เรียกว่า แม่น้ำน่านแม่น้ำแห่งนี้จึงเป็นแม่น้ำที่ตรงกว่าแม่น้ำทุกสานในประเทศไทย

การสร้างแม่น้ำแข่งขัน ปรากฏว่า สุทโธนาคสร้างแม่น้ำโขงเสร็จก่อนตามสัญญาของพระอินทร์ สุทโธนาค เป็นผู้ชนะและปลาบึกจึงต้องไปอยู่แม่น้ำโขงแห่งเดียวในโลก

จากนั้น สุทโธนาค สร้างเสร็จ ปลาบึกขึ้นอยู่แม่น้ำโขงและเป็นผู้ชนะตามสัญญาแล้วจึงได้แผลงฤทธิ์เหาะไปเฝ้าพระอินทร์ ณ ดาวดึงส์ ทูลถามพระอินทร์ว่า "ตัวข้าเป็นชาติเชื้อพญานาค จะอยู่โลกมนุษย์นานเกินไปก็ไม่ได้"จึงได้ขอทางขึ้นลงระหว่างเมืองบาดาล กับเมืองมนุษย์ เอาไว้ 3 แห่งพร้อมกับทูลถามว่า "จะให้ครอบครองอยู่ตรงไหนแน่นอน"พระอินทร์ผู้เป็นใหญ่จึงอนุญาตให้มีรูพญานาคเอาไว้ 3 แห่ง คือที่ธาตุหลวงนครเวียงจันทน์ ที่หนองคันแทและที่พรหมประกายโลก


(คำชะโนด) ธาตุหลวงนครเวียงจันทน์ และหนองคันแท เป็นทางขึ้น-ลงของพญานาคเท่านั้นส่วนพรหมประกายโลก คือที่พรหมได้กลิ่นไอดิน เมื่อพรหม เทวดา ลงมากินดินจนหมดฤทธิ์กลายเป็นมนุษย์ แล้วให้สุทโธนาคไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่นั่น ซึ่งมีต้น

ชะโนดขึ้นเป็นสัญลักษณ์ (ชะโนดมีลักษณะเหมือนต้นมะพร้าว ต้นหมาก และต้นตาลผสมกัน) และให้ถือเป็นต้นไม้บรรพกาลให้สุทโธนาค มีลักษณะ 31 วัน ข้างขึ้น 15 วันให้สุทโธนาคและบริวารกลายร่างเป็นมนุษย์ เรียกว่า "เจ้าพ่อพญาศรีสุทโธ"มีวังนาคินทร์คำชะโนดเป็นถิ่น และอีก 15 วันข้างแรมให้สุทโธนาคและบริวารกลายร่างเป็นนาค และเรียกชื่อว่า "พญานาคราชศรีสุทโธ"ให้อาศัยอยู่เมืองบาดาล

ดังนั้นชาวบ้านม่วง บ้านเมืองไพร บ้านวังทอง อ.บ้านดุง จ.อุดรธานีจึงพบเห็นชาวเมืองชะโนดไปเที่ยวงานบุญ

ประจำปี ทั้งผู้หญิงผู้ชายอยู่หลายครั้ง บางทีจะเห็นผู้หญิงไปยืมฟืม (เครื่องมือทอผ้า) ไปทอผ้าอยู่เป็นประจำและเมื่อคุยกับชาวบ้านถูกคอกันก็ได้นอนพักที่บ้านชาวบ้านแต่ขอให้จัดที่นอนให้เป็นใต้ถุนบ้านในพะเนียด (กระเฌอใหญ่)แต่เมื่อชาวบ้านตื่นขึ้นมาดูหญิงสองคนนั้นกลายเป็นงูใหญ่นอนขดอยู่หรือไม่บางครั้งชาวเมืองชะโนดได้จัดงานบุญประจำปี มีการมาว่าจ้างเอาภาพยนตร์ไปฉายที่เมืองชะโนดก็เคยมีจนหน่วยฉายหนังเร่เมืองอุดรธานี กลัวไปตาม ๆ กันเรื่องนี้สามารถที่จะสอบถามชาวบ้านในระแวกนั้นได้ถึงเรื่องอัศจรรย์ต่าง ๆหรือแม้เวลาที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ แต่ที่คำชะโนดกลับยกตัวลอยขึ้นทั้งเกาะ น้ำจะไม่ท่วมเมื่อเวลาน้ำลดก็จะลดลงเหมือนเดิม

ผาแดง นางไอ่...เป็นตำนานรัก ระหว่างหญิงหนึ่ง-สองชายเมื่อฝ่ายหนึ่งพลาดรักและเสียทีถูกทำร้ายตายไปก็เกิดสงครามจนบ้านเมืองถล่มทลายกลายเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่จุดกำเนิดตำนานรักอีสาน

ในเรื่องได้กล่าวถึงพระยาขอมผู้ครองเมืองเอกชะธีตามีธิดาชื่อนางไอ่คำที่อยู่ในวัยสาวอายุย่าง 15 ปีมีความงามเป็นที่เลื่องลือไปถึงเจ้าชายเมืองต่าง ๆ จนเป็นที่หมายปอง ใคร ๆก็อยากได้มาเป็นคู่ครอง และความงามที่เล่าลือนั้นก็ได้เข้าหูของผาแดงแห่งเมืองผาโพงด้วยความคิดถึง และอยากชมความงามของนางไอ่คำ ผาแดงจึงได้แอบขี่ม้ามาหานางไอ่คำจนทั้งสองได้พบกันและเกิดความรักสุดท้ายเมื่อทั้งสองได้เสียกันจึงสัญญากันว่าจะทำพิธีสู่ขอและแต่งงานตามประเพณีต่อไป

นอกจากนี้ยังมีเมืองหนึ่งชื่อศรีสัตตนาคนหุตมีสุทโธนาคครองเมือง มีโอรสชื่อพังคี สุทโธนาคได้อพยพมาจากหนองแส เพราะผิดใจกับสุวรรณนาคเพื่อนรัก เนื่องจากการแบ่งเนื้อเม่นได้น้อยเพราะคิดว่าสุวรรณนาคคิดไม่ซื่อ จึงทะเลาะกันจนเกิดสงคราม

ต่อมาเมื่อถึงเดือนหก พระยาขอมจะทำบุญบั้งไฟจึงได้จัดการแจ้งข่าวสารไปยังเมืองต่าง ๆ ให้ทำบั้งไฟมาร่วมงานส่วนผาแดงไม่ได้รับเชิญเพียงได้ทราบข่าวก็มาเนื่องเพราะมีสัญญารักกับนางไอ่คำอยู่แล้ว จึงได้ถือโอกาสนำบั้งไฟมาร่วมก็ได้รับการต้อนรับจากพระยาขอมเป็นอย่างดีพระยาขอมได้ตั้งรางวัลเมื่อบั้งไฟของใครชนะคือขึ้นสูงจะให้ทรัพย์สมบัติและนางสนมกำนัล ส่วน ผาแดง ถ้าชนะจะได้ยกนางไอ่คำให้ในเวลาจุดบั้งไฟของเมืองต่าง ๆ ขึ้น ส่วนของพระยาขอมไม่ขึ้น ของ ผาแดง แตกกลางบั้งพระยาขอมก็ไม่ทำตามสัญญา สุดท้ายเมืองอื่นก็กลับกันหมด ส่วน ผาแดงก็กลับเมืองของตนพร้อมความทุกข์ เพราะรัก ประกอบกับบั้งไฟไม่ขึ้นในการจุดบั้งไฟครั้งนี้ พังคี ลูกชาย สุทโธนาค ไม่ได้นำบั้งไฟมาร่วมเพราะเป็นนาคแต่ก็ได้แปลงกายเป็นกระรอกด่อน (เผือก) มาร่วมงานด้วยและได้หลงรักนางไอ่คำด้วยเช่นกัน แต่ก็ไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้ตัวนางไอ่คำเมื่อบุญบั้งไฟเลิกก็กลับบ้านพร้อมด้วยแบกเอาความรักกลับไปด้วยเมื่อถึงเมืองก็ไม่เป็นอันกินอันนอน จึงได้ลาพ่อมาหานางไอ่คำอีกครั้งและแปลงกายเป็นกระรอกด่อนมาเหมือนเดิม ส่วนบริวารก็แปลงร่างเป็นสัตว์อื่น ๆกระรอกด่อนพังคี แขวนกระดิ่งทองไว้ที่คอด้วยได้ปีนขึ้นไปบนต้นไม้ที่ใกล้ปราสาทของนางไอ่คำ เมื่อนางไอ่คำเห็นกระรอกก็อยากได้จึงให้นายพรานจับกระรอก นายพรานได้ยิงกระรอกด้วยธนู ก่อนตาย พังคี ได้อธิษฐานว่า "ขอให้เนื้อของข้าจงมีพอกินแก่คนทั้งเมือง และอร่อย"เมื่อกระรอกตายชาวเมืองก็แบ่งกันจนทั่ว ยกเว้นแม่หม้าย เพราะไม่้ได้ช่วยงานฝ่ายบริวารพังคี เมื่อเห็นดังนั้นจึงรีบกลับไปบอกสุทโธนาค ๆ โกรธมากจึงได้เกณฑ์พลนับหมื่นเพื่อถล่มเมืองพระยาขอม ใครกินเนื้อพังคีต้องฆ่าให้หมด

ในขณะเดียวกัน ผาแดง ที่รัก นางไอ่คำ อยู่แล้วเมื่อถึงเมืองแล้วก็ไม่เป็นอันกินอันนอน จึงรีบขึ้นม้าบักสาม จากเมืองผาโพงสู่เมืองเอกชะธีตา เมื่อมาถึงนางไอ่คำก็ต้อนรับด้วยดี พร้อมจัดอาหารมาให้ ผาแดงรู้ว่าอาหารคือเนื้อกระรอกด่อนจึงไม่กิน และได้บอกแก่นางไอ่คำว่าหากใครกินเนื้อนี้แล้วบ้านเมืองจะถล่มถึงตาย พอตกกลางคืนกองทัพพญานาคก็มาถึงเมืองแผ่นปฐพีจึงถล่มเสียงดังสนั่นไปทั่ว ผาแดงจึงได้ให้ นางไอ่คำเตรียมข้าวของพอที่จะเอาไปได เช่น แหวน ฆ้อง และกลองประจำเมืองแล้วรีบขึ้นม้าซ้อนท้ายผาแดงควบม้าออกจากเมืองทันที เมื่อพญานาครู้ว่านางไอ่คำหนีจึงได้ออกติดตามไปติด ๆ แผ่นดินถล่มไม่หยุด ถึงแม้ว่าจะควบม้าเร็วขนาดไหนพญานาคก็ยังไม่หยุดตาม จนในที่สุดม้าบักสามก็ค่อย ๆ หมดแรงพญานาคตามทันเอาหางตวัดเกี่ยวเอาตัวนางไอ่คำลงจากหลังม้า ส่วนผาแดงก็ควบม้าต่อไปพญานาคก็ตามไปอีก เพราะผาแดงมีแหวนของนางไอ่คำติดตัวไปด้วยและเมื่อเห็นพญานาคตามไปเช่นนั้น ผาแดงจึงทิ้งแหวนและก็ปลอดภัยในที่สุดก่อนผาแดงจะพานางไอ่คำหนี...

ต่อมาเมื่อผาแดง ถึงเมืองผาโพง เสียใจที่สูญเสียคนรักไปต่อหน้าต่อตามจึงได้อธิษฐานต่อเทพยดาว่า จะขอตายเพื่อไปต่อสู้กับพวกพญานาค กองทัพผีผาแดง กับกองทัพพญานาคได้ต่อสู้กันอยู่นาน น้ำในบังในหนองขุ่นข้นดินบนบกกลายเป็นฝุ่นตลบไปหมด ร้อนถึงพระอินทร์ ต้องลงมาระงับศึกให้ผาแดงกลับเมืองผีพญานาคกลับเมืองบาดาลตามเดิม ส่วนนางไอ่คำให้อยู่ที่เมืองบาดาลก่อนและขอให้พระศรีอาริย์ลงมาตัดสินก่อน ว่าใครคือสามีที่แท้จริงจึงจะให้นางไอ่คำไปอยู่กับคนนั้น

พญานาค กับ พระธาตุบังพวน

การที่คนเรานับถือสิ่งใด เรื่องใดนั้นย่อมรู้ในสิ่งนั้นชื่อว่าเราได้นับถือกราบไหว้ด้วยความฉลาด และรู้แจ้งเรื่องนาคและเทวดาที่ปรากฏในตำนานโบราณทุกแห่งนั้น มิใช่เรื่องเหลวไหลของผู้ศึกษาศาสตร์และสร้างจิตให้มีอำนาจ แล้วย่อมสามารถมองเห็นเทวดา อมนุษย์ได้จริง ๆเพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นวิสัยของเทพจักษุ ไม่ใช่ของมังสจักษุ

ในสมัยพุทธกาล เมื่อคราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จที่พระเซตวันมหาวิหารใกล้กรุงสาวัตถี พระองค์ได้พิจารณาถึงพุทธโบราณประเพณีของพระพุทธเจ้าในอดีตที่เสด็จเข้านิพพานไปแล้วสาวกทั้งหลายได้นำเอาพระสารีริกธาตุไปฐาปนาไว้ในที่เหมาะสมพอรุ่งเช้าหลังจากที่พระอานนท์ได้ถวายน้ำชำระำพระโอษฐ์ และไม้สีฟันหลังเสร็จกิจจึงทรงผ้ากัมพลสีแดงแล้วผินพระพักตร์สู่ทิศตะวันออกเสด็จลีลามาทางอากาศ มีพระอานนท์เป็นปัจนาสมณะติดตามเมื่อเสด็จลงประทับที่ดอนกอนเนา (เวียงจันทน์)แล้วเสด็จมาที่หนองคันแทเสื้อน้ำ แล้วไปประทับที่โพนจิกเวียงงัว ใต้ปากห้วยคุคำ (บ้านปะโค เวียงคุก) ทอดพระเนตรเห็นแลนคำ แลบลิ้นจึงทรงแย้มพระโอษฐ์พระอานนท์ทูลถาม พระองค์พญากรณว่า ต่อไปบ้านเมืองนี้จะเจริญและแลนคำนั้นก็คือปัพพาละนาคตัวที่อยู่ภูเขาลวงริมน้ำบังพวนต่อมานาคนั้นได้กลายร่างเป็นมาณพน้อย นุ่งห่มขาว เข้ามารับบาตรทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าไปสู่ภูเขาลวง หลังจากที่ปัพพาละนาคถวายภัตตาหารพระองค์กระทำภัตตกิจเสร็จแล้วประทานผ้ากัมพลผืนหนึ่งแก่ปัพพาละนาคแล้วเสด็จไปฉันเพลที่ใกล้เวินหลอด ต่อมาเรียกว่า เวินเพล (บ้านโพนฉัน-โพนแพง)จากนั้นสุกขหัตถีนาคเนรมิตเป็นช้างถือดอกไม้มาขอเอารอยพระพุทธบาทพระองค์ได้ย่ำรอยพระบาทไว้ที่แผ่นหินใกล้ริมน้ำชั่วเสียงช้างร้องได้ยิน (ปัจจุบันเรียกว่าพระบาทโพนฉัน)


พญานาคสร้างเมือง

ณ ที่ตำบลหนองคันแทเสื้อน้ำที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งมีชายคนหนึ่งลักษณะดำพุงใหญ่ชื่อว่า "บุรีจันทร์อ่วยล้วย"เป็นผู้มีใจบุญสุนทาน จิตใจเป็นกุศล โอบอ้อมอารีย์แก่คนและสัตว์ทำบุญให้ทานอยู่เป็นนิตย์ ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ร่องสะแกในเวียงจันทน์ทุกวันนี้ ครั้งนั้นมีพระอรหันต์ 2 องค์ มาจากราชคฤห์นครอาศัยอยู่ที่นั่นองค์หนึ่งชื่อมหาพุทธวงศาอยู่ริมน้ำบึง องค์หนึ่งชื่อมหาสัชชะตีอยู่บ้านโพนเหนือ น้ำบึงบุณีจันทร์ อ่วยล้วยเป็นผู้อุปัฏฐากท่านทั้ง 2 ให้มีความสุขด้วยปัจจัยไม่ขาด

ด้วยอำนาจบุญกุศลช่วยชู ทำให้คนทั้งหลายมีความรักนับถือ บุรีจันทร์ อ่วยล้วยจึงได้พร้อมกันยกให้เป็นอาจารย์สั่งสอน ทั้งศีลธรรม และศิลปกรรม หัตถกรรมและการกสิกรรม จนในที่สุด บุรีจันทร์ อ่วยล้วย ก็เป็นที่รักของมนุษย์ และเทวดา นาคจึงมีนาคมาคอยช่วยเหลือในกิจการต่าง ๆ มิขาด โดยมี สุวรรณนาค เป็นต้นได้พิจารณาตั้งเมืองในที่เหมาะสม และเนรมิตบ้านเมืองให้แก่บุรีจันทร์ อ่วยล้วย

อยู่มาวันหนึ่ง ชาวบ้านทำนา เมื่อข้าวออกรวง น้ำก็มาท่วมเสีย สุวรรณนาค จึงให้เศรษฐไชยนาคเนรมิตเป็นคันแทกั้นน้ำไว้ เพื่อไม่ให้น้ำท่วมข้าว ที่นั่นคนจึงเรียกว่า "หนองคันแทเสื้อน้ำ"ต่อมาอีก สุวรรณนาคจึงให้นาคบริวาร 2 ตัวคือเอกจักขุนาคและสุคันธนาคจำแลงเพศเป็นงูมาทำให้ข้าวล้มเสียหายชาวบ้านจึงกั้นรั้ว เปิดช่องกลาง ดักไซไว้ ต่อมางูน้อย 2 ตัว ที่มีเกล็ดเหมือนทองคำมีหงอนแดงงาม เข้าไปติดอยู่ในไซ

ในคืนนั้น บุรีจันทร์ อ่วยล้วย ฝันว่ามีใส้ออกมามีลึงค์ยาวพันเอวถึง 7 รอบเมื่อตื่นขึ้นมีความกลัว ไปใส่บาตรพระอรหันต์ท่านแนะนำให้เอาดอกไม้ขาวใส่พานบูชาไว้ที่หัวนอน แล้วอุทิศกุศลถึงพญานาคตอนสายมีคนนำงูน้อย 2 ตัวมาให้จึงขังเอาไว้เพื่อที่จะนำไปให้พ่อท้าวคำบางผู้เป็นใหญ่ แต่ยังไม่ได้นำไป พอตกกลางคืน สุวรรณนาคแปลงเป็นตาผ้าขาวมีศีรษะหงอก บอกว่างู 2 ตัวนั้นเป็นลูกจะมาขอคืน เมื่อบุรีจันทร์ อ่วยล้วยเห็นดังนั้นจึงถามว่าท่านเป็นคนศีลธรรมหรือจึงนุ่งห่มขาว แต่ทำไมจึงบอกว่าเป็นลูกท่าน ข้าตั้งใจจะนำไปถวายพ่อท้าวคำบางเพราะเห็นว่างูเป็นเกล็ดทองคำ

ตาผ้าขาวจึงบอกว่าข้าเป็นพญานาคท่านอย่าเอางูนี้ไปถวายท่านเลยสิ่งนี้ไม่เหมาะที่จะนำไปให้ท่านพ่อคำบาง ควรจะนำสิ่งอื่นไปหากท่านต้องการเราจะให้ตามใจท่าน บุรีจันทร์ อ่วยล้วย คิดว่าคงจะเป็นตามที่เราฝันและการอุทิศบุญถึงพญานาค จึงบอกว่า เมื่อข้าต้องการเมื่อใด ท่านจงให้เมื่อนั้นเถิดแล้วมอบงูน้อย 2 ตัวไป ต่อมางู 2 ตัว ก็กลายเป็นมาณพน้อย 2 คน นุ่งขาวล้วนแล้วเดินจากไป ทันใดตาผ้าขาวจึงบอกกับบุรีจันทร์ อ่วยล้วย ว่าให้ท่านขุดบ่อน้ำไว้ที่ริมบึงนอกบ้าน ถึงวันพระจะให้นาค 2 ตัวขึ้นมาท่านประสงค์สิ่งใดจงเรียกจากนาคทั้งสองนั้น จากนั้นตาผ้าขาวก็จากไปอีก

ครั้งนั้นพญานาคเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อยจึงไปดลพระทัยพ่อท้าวคำบางและมเหสี ให้นำนางอินทสว่างลงรอดให้เป็นบาทบริจาดแห่งพระยาสุมิตรธรรมวงศา เมืองมรุกขนครและเมื่อนางอินทสว่างลงรอดทราบก็เกิดความโศกเศร้าบิดาเห็นว่าพระธิดาไม่พอใจจึงพูดเพื่อให้พระธิดากลัวว่าถ้าเช่านั้นจะนำเจ้าไปเป็นธิดาของบุรีจันทร์ อ่วยล้วยที่เขาเล่าลือกันว่าพุงใหญ่มาก กินข้าวเข้าไปทั้งกะบุุง ธิดาได้ยินแทนที่จะกลัวกับมีความพอใจและหายโศกเศร้า

จึงได้ให้ปลูกเรือนหลวงขึ้น 2 หลัง ๆ ละ 5 ห้อง ไว้ระหว่างหาดทรายกับบ่อน้ำของบุรีจันทร์ อ่วยล้วย แล้วให้พระธิดาไปอยู่ที่นั่นแล้วตรัสสั่งให้บุรีจันทร์ อ่วยล้วยเข้าเฝ้า เพื่อให้พระธิดาเห็นจะได้เกลียด

ฝ่ายบุรีจันทร์ อ่วยล้วย เมื่อทราบดังนั้นจึงไปที่บ่อน้ำ ซึ่งพญานาคสั่งให้ขุดแล้วร้องเรียกนาคทั้ง 2 ให้มา นาคทั้ง 2 ก็มาตามประสงค์ บุรีจันทร์ อ่วยล้วยจึงบอกว่า บัดนี้เราอยากได้นางอินทสว่างลงรอดมาเป็นภรรยาท่านทั้งสองจงกรุณาให้นางได้กับข้าพเจ้าด้วยเทอญ

พญานาคผู้สร้างเมือง

ขณะนั้นสุคันธนาคนำขวดไม้จันทร์มาให้และเนรมิตอ่างน้ำสำหรับสรงน้ำอ่างหนึ่ง พร้อมทั้งกระบวยสำหรับตักน้ำอาบเอกจักขุนาคให้ผ้าเช็ดตัวกายโลหนาคให้ผ้านุ่ง แล้วก็บอกต่อไป ส่วนอินทจักขุนาคให้เสื้อรูปท้าวพันตา สิทธิโภคนาค ให้มงกุฏทองคำประดับแก้วคันธัพพนาคให้สังวาลย์คำศิริวัฒนนาคให้รองเท้าทองคำ

อินทสิริเทวดาให้แว่นกรองทองคำเทวดาผยองให้ต่างหูทองคำเครื่องทั้งหลายเหล่านี้ประดับด้วยแก้วเทวดาวาสนิทให้ผ้าเช็ดหน้าประสิทธิสักกเทวดาให้ขวดน้ำมันแก้วผลึก

เมื่อนาค เทวดาให้เครื่องเหล่านี้แล้ว ก็พากันมาชุมนุมอยู่ที่หาดทรายอันเป็นที่อยู่ของสุคันธนาคส่วนสุวรรณนาคหัตถีนาคปัพพาละนาคได้มาพร้อมกับพญาสุวรรณนาคและพุทโธปาปนาคแล้วพญาสุวรรณนาคก็เนรมิตปราสาทสำเร็จด้วยไม้จันทน์ พร้อมอาสนะ เครื่องปูลาดเพดานให้พร้อมเสร็จ แล้วจึงพากันไปรับเอานางอินทสว่างลงรอดมาไว้ในปรางค์นั้น พญาสุวรรณนาค ยังเนรมิตท้องพระโรงหลวง 19 ห้องที่ทำด้วยแก่นจันทน์-แดง

ปัพพาละนาคเนรมิตปราสาทไม้มะเดื่อพอกทองคำภายนอกพุทโธปาปนาคเนรมิตสระพังสำหรับสรงสุคันธนาคและหัตถีนาคเนรมิตโรงช้างไว้ซ้าย-ขวา ในคุ้มวังนั้นให้มีทุกประการเมื่อคนทั้งหลายไปจับต้องสิ่งที่พญานาคเนรมิตไว้ก็จะเกิดมีอันเป็นไปต่าง ๆ นานาเทวดา อินทศิริ เจียมปางรับอาสากับพญานาคเข้าคุ้มครองรักษาวัตถุข้าวของในปราสาทโรงหลวงทั้งสิ้น แล้วให้เทวดามัจฉนารีนำพานดอกไม้ไปเชิญบุรีจันทร์ อ่วยล้วยเข้ามาอยู่หลังจากที่บุรีจันทร์ อ่วยล้วยชำระร่างกายแล้วประดับด้วยเครื่องทั้งหลายที่เหล่าพญานาคและเทวดาเนรมิตให้เมื่อแต่งเสร็จปรากฏว่า ร่างกายที่อ้วนใหญ่ ดำ ก็กลายเป็นหนุ่มรูปงามเนื้อตัวหอมด้วยกลิ่นจันทน์เทวดามัจฉนารีจึงได้อุ้มไปนอนไว้กับนางอินทสว่างลงรอด ทันใดนางก็ตื่นขึ้น และก็หลับต่อไปอีกหลังตื่นมาทั้งคู่ก็เกิดความรักใคร่และได้เป็นสามี ภรรยากันต่อมา

บุรีจันทร์ อ่วยล้วย เป็นเจ้าเมือง

เมื่อบริวารทั้งหลายตื่นขึ้นมาเห็นความยิ่งใหญ่ดังนั้นจึงนำความไปแจ้งแก่พ่อท้าวคำบางและพระมเหสี ทั้งสองมีความยินดีจึงให้เสนาอำมาตย์จัดการพิธีสมโภช ยกบุรีจันทร์ อ่วยล้วย เป็น "เจ้าบุรีจันทร์"พร้อมทั้งมอบบ้านเมืองให้ครอง โดยมีเทวดามัจฉนารีรักษาเจ้าบุรีจันทร์และข้าทาสบริวาร แล้วให้บอกกล่าวแก่ เงือก งูที่เป็นบริวาร ไม่ให้ทำร้ายแก่ผู้ใด ให้พากันรักษาพระพุทธศาสนาบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง ตั้งอยู่ในพระไตรสรณคมน์รักษากงจิตแก้วของพระพุทธเจ้าไว้

สุวรรณนาค ได้รับคำสั่งดังนั้นจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง จึงแต่งให้นาค 4 ตัวคอยดูแลเมือง ราษฎรควรทำโทษจึงทำ โดยมี กายโลหนาค เอกจักขุนาค สุคันธนาค และอินทจักขุนาค โดยมี เทวดาอินผยอง และ เทวดาสวาสนิท เป็นผู้เที่ยวตรวจดูตามตำบลต่างๆ เมื่อเห็นคนกระทำให้บอกแก่นาคทั้ง 4 เป็นผู้ตัดสินลงโทษ

ครองเมืองอย่างเป็นธรรม

เมื่อเจ้าบุรีจันทร์ อ่วยล้วย ได้ครองเมือง ก็ให้กรุบ่อน้ำด้วยไม้ประดู่แล้วสร้างมณฑลครอบไว้ สร้างสะพานจากพระนครข้ามบึงไปถึงบ้านเดิมที่ร่องสะแกริมหนองคันแทเสื้อน้ำ แล้วสร้างวัดขึ้นชื่อวัดสวนอ่วยล้วยสร้างวิหารอีก 2 หลังถวายพระอรหันต์ป่าใต้ และป่าเหนือ

ต่อมาวัดแห่งนี้ท่านมหาพุทธวงศา ได้นำพระธาตุอรหันต์มาบรรจุไว้ ปัจจุบันชื่อว่าวัดโศกป่าหลวงในเวียงจันทน์

ในครั้งพุทธกาล ได้มีพระมหากัสสปะเถระ ได้เข้ามาประกาศศาสนาในแคว้นนี้แล้วนำเอาพระพุทธอุรังคธาตุมาบรรจุไว้ที่ภูกำพร้า คือพระธาตุพนมไว้กลับสู่เมืองราชคฤห์ ต่อมาได้พิจารณาเห็นสามเณร 3 องค์ ตั้งอยู่ในคำสอนมีความเพียรในการทำสมถะวิปัสสนา เมื่อสามเณรทั้ง 3 ได้อุปสมบทแล้วก็ไก้สำเร็จพระอรหันต์ คือ พุทธรักขิต ธรรมรักขิต สังฏรักขิต ทั้ง 3 ได้ออกเผยแพร่พระพุทธศาสนาในแคว้นนี้ จนมีลูกศิษย์เกิดขึ้น 5 องค์ คือพระมหารัตนะเถระ มหาสุวรรณปราสาท จุลสุวรรณปราสาท สังขวิชเถระเมื่อลูกศิษย์ตามไปเมืองราชคฤห์ ก็นำเอา พระบรมธาตุหัวเหน่าของพระพุทธเจ้า 29 องค์พระธาตุเขี้ยวฝาง 7 องค์ พระธาตุฝ่าพระบาทขวา 9 องค์กลับคือมาประดิษฐานไว้ที่เขาลวง (พระธาตุบังพวน)พระธาตุฝ่าพระบาทขวาประดิษฐานไว้ที่เมืองล่าหนองคาย (พระธาตุกลางน้ำ)พระธาตุเขี้ยวฝาง ประดิษฐานไว้ที่ เวียงงัว 3 องค์ (พระธาตุบุ บ้านโคกป่าฝาง)และประดิษฐานไว้ที่หอแพ (เวียงจันทน์) ก่อนที่พระอรหันต์ทั้ง 5 จะนำพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐานได้ อธิฐานว่า "หากพระบรมธาตุจะสถิตย์อยู่ที่ภูเขาลวงนี้ตลอด 5,000 พระวรรษา ขอแผ่นดินจงแยกออกเป็นหลุมให้ลึก 8 วา กว้างด้านละ 10 วา ทั้ง 4 ด้านเทอญ"ทันใดนั้นแผ่นดินก็แยกออกตามคำอธิฐาน

พระยาบุรีจันทร์ ทอดพระเนตรเห็นจึงตรัสสั่งให้เสนาอำมาตย์ก่ออุโมงค์หินเรียงกันขึ้น และหินที่ก่อขึ้นนั้นกลับหมดเมื่อเสนาอำมาตย์เที่ยวหาหิน แต่ก็ไม่พอ

สร้างพระธาตุบังพวน

ทันใดนั้นปัพพาละนาคจำแลงเป็นตาผ้าขาว ถือไม้เท้าเดินมาแล้วบอกแก่คนทั้งหลายว่าหินของเรากองอยู่ทางทิศตะวันตกมากมาย จงเอามาเถิดเมื่อเสนาอำมาตย์ถามว่าอยู่ไกลแค่ไหนตาผ้าขาวบอกว่าอยู่ห่างจากนี้ 1,000 เท่าของไม้เท้านี้เมื่อเสนาบอกว่ายาวเกินไปเราไม่ไปหรอกตาผ้าขาวจึงทำให้ไม้สั้นลงเหลือ 2 วา เมื่อเสนาเห็นดังนั้นก็เกิดอัศจรรย์ยิ่งเพราะหินกองเต็มไปหมด จึงไปไหว้พระอรหันต์ และกราบทูลพระยาจันทบุรี ว่า "ตาผ้าขาวทิ้งไม้เท้านั้นไว้ แล้วก็หนีไป"

พระอรหันต์จึงบอกแก่เสนาอำมาตย์ว่า นั่นคือ ปัพพาละนาคที่อาศัยอยู่ใกล้ภูเขานี้มาช่วย ต่อไปการหาหินก็จะไม่ยากอีกแล้วเมื่อเสนาอำมาตย์ทราบดังนั้น จึงได้นำไม้เท้านั้นไปวัดระยะแล้วหาหิน วัดไปได้ 1,000 ชั่วไม้ ก็พบหิน 3 ก้อนงามนัก เมื่อมีคนพูดไม่เอา ควรจะวัดให้แน่นอนก่อนพญานาคบอกว่ามีหินมาก แต่นี่เห็นมีเพียง 3 ก้อนอีกคนพูดขึ้นว่ามีเท่าไหร่ก็เอาไปก่อน จากนั้นจึงได้นำเอาหิน 3 ก้อนไป เมื่อนำเอาไป 3 ก้อน กลับมีเพิ่มอีก 6 ก้อน และหินนั้นก็เกิดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเห็นว่าการสร้างสุดท้าย เมื่อขนหินออกไป ขนอย่างไรก้อนหินก็เกิดขึ้นเรื่อย ๆ ไม่รู้จักหมดต่อมาพวกเขาเหล่านั้นจึงได้สร้างรอยเท้าพระอรหันต์เพื่อให้เป็นเครื่องหมายเอาไว้พร้อมจารึกไว้ว่า "บาทลักษณะพระอรหันต์พันคำ" (เป็นรอยเท้าพระอรหันต์เวลานี้อยู่ริมห้วยบังพวนระหว่างบ้านวังเทียม กับบ้านหนองนาง)

หลังจากที่สร้างอุโมงค์เสร็จสิ้น พระอรหันต์จึงได้นำเอาพระบรมธาตุหัวเหน่า 29 องค์ ถวายพระยาจันทรบุรี แล้วบรรจุเข้าในขวดไม้จันทร์ ที่สุคันธนาคให้ 10 องค์บรรจุในขวดแก้วผลึกที่ประสิทธิสักการะเทวดาให้ 10 องค์และนางทั้งามรับเอาพระบรมธาตุที่เหลือ 9 องค์ บรรจุเข้าในผอบทองคำนางละ 3 องค์แล้วนำไปประดิษฐานไว้ในอุโมงค์ทองคำ ที่ตั้งอยู่บนหลังสิงห์ทองคำแล้วยันต์ง้าวไว้ทั้ง 4 ด้านหลังจากที่บรรจุเสร็จแล้วพระอรหันต์ก็เสด็จกลับสู่พระนคร


บึงโขงหลง (มนุษย์ได้นาคเป็นเมีย)

เป็นบึงขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของเมืองหนองคาย มีพื้นที่ประมาณ 11 ตารางกิโลเมตรชาวบึงโขงหลงใช้บึงนี้เพื่อประกอบอาชีพทางเกษตรกรรม ประมง กสิกรรม

บริเวณแห่งนี้เดิมเป็นที่ตั้งเมือง ๆ เมืองชื่อ รัตพานคร มี พระอือลือราชาเป็นผู้ครองนคร มเหสีชื่อ นางแก้วกัลยา มีพระธิดาชื่อ พระนางเขียวคำต่อมาได้อภิเษกสมรสกับพระเจ้าสามพันตา มีพระโอรสชื่อ เจ้าชายฟ้ารุ่งซึ่งเป็นผู้ที่มีความเฉลียวฉลาด มีความรอบรู้ และมีรูปงามด้วยขณะประสูตมีท้องฟ้าสว่างไสว ต่อมาได้อภิเษกสมรสกับ นาครินทรานีซึ่งเป็นพระธิดาของพญานาคราชแห่งเมืองบาดาล ที่แปลงกายเป็นมนุษย์การอภิเษกสมรสจัดกันอย่างมโหฬาร ทั้งเมืองบาดาล และเมืองมนุษย์ (รัตพานคร) ทำอยู่ 7 วัน 7 คืน เพื่อเป็นการสัมพันธไมตรีระหว่างพญานาคราช กับ พระเจ้าอือลือราชาในโอกาสนี้ด้วย

ทั้งสองอยู่กินกันมาเป็นเวลา 3 ปี ก็ไม่สามารถจะมีผู้สืบสายสกุลได้ (เพราะธาตุมนุษย์กับนาค) จึงทำให้เกิดความเศร้าโศกใจกับคนทั้งสองต่อมาทำให้เจ้าหญิงนาครินทรานี ล้มป่วยลงทำให้ร่างกายของนางที่เป็นมนุษย์กลายเป็นนาคตามเดิมเมื่อข่าวนี้ได้แพร่สะบัดออกไปทั่วกรุงรัตพานครและถึงแม้นางจะร่ายมนต์กลับเป็นมนุษย์ประชาชนและพระเจ้าอือลือก็ไม่พอใจจึงได้ขับไล่นางนาครินทรานีกลับสู่เมืองบาดาลดังเดิมโดยได้แจ้งให้พญานาคราชมารับตัวกลับ ก่อนกลับพญานาคราชได้ขอเครื่องกฎภัณฑ์ของตระกูลคืน แต่พระเจ้าอือลือราชาไม่สามารถคืนให้ได้เนื่องจากนำไปแปรสภาพเป็นอย่างอื่น ทำให้พญานาคราชกริ้วมากและประกาศว่าจะทำลายเมืองรัตพานคร และจะเหลือเอาไว้เพียง 3 วัดเท่านั้น

หลังจากพญานาคกลับไป ในตอนกลางคืน พญานาคราชได้ยกพลไพร่มาถล่มเมืองรัตพานครและประชาชนก็ไม่มีใครรอดพ้นจากฤทธิ์นาคได้ พอนางนาครินทรานีทราบข่าวก็ขึ้นมาตามหาเจ้าชายฟ้ารุ่ง จนถึงแม่น้ำสงครามก็ไม่พบ จึงกลับเมืองบาดาลเมืองรัตพานครได้ถล่มเป็น "บึงหลงของ"ต่อมานานเข้าคำพูดก็กลายเป็นของหลงและวัดที่เหลือ 3 วัด ก็คือวัดดอนแก้ว (วัดแก้วฟ้า) วันดอนโพธิ์ (วัดโพธิ์สัตว์)และวัดดอนสวรรค์ (วัดแดนสวรรค์)ทางที่นางนาครินทรานีตามหาเจ้าชายฟ้ารุ่ง คือห้วยน้ำเมา (เมารัก)

สวนวัฒนธรรมที่ลาว

ที่บ้านดงโพสี เมืองหาดทรายฟอง ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ( สปป.ลาว)สถานที่แห่งนี้มีความสำคัญอีกแห่งหนึ่งของลาว ที่เป็นสถานที่รวบรวมเอาวัฒนธรรมการเป็นอยู่ของชาวลาวเผ่าต่าง ๆ มารวมไว้ที่นี่ ที่มีการจำลองบ้านพักของลาวเผ่าต่างๆ เช่น ลาวสูง ลาวเทิง ลาวลุ่ม มาไว้ที่สวนวัฒนธรรมแห่งนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าการดำรงชีวิตของชาวลาวเผ่าต่าง ๆนั้นมีลักษณะการทำที่พักอาศัยแตกต่างกันตามสภาพท้องที่ อากาศและที่สำคัญหอแสดงกลางแจ้ง ได้จำลองเอาวัดภู แขวงจำปาสัก มาไว้และทำได้อย่างสวยงามปราณีต ตลอดจนมีการแสดงรูปปั้นของไดโนเสาร์พันธุ์ต่าง ๆ เอาไว้พร้อมกับจัดอีกส่วนหนึ่งเป็นสวนสัตว์เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้ดูก่อนที่จะสูญพันธุ์ไปก่อนในเวลาอันสมควรและที่สำคัญสวนวัฒนธรรมแห่งนี้ยังเป็นสถานที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือด้านหน้าศาลาด้านริมฝั่งแม่น้ำโขงจะมีรูพญานาคและต่อมาทางการลาวได้ทำรูปจำลองของพญานาคเอาไว้เพื่อให้คนรุ่งหลังได้รับทราบว่าสถานที่แห่งนี้เคยเป็นรูพญานาคที่ออกมาจากธาตุหลวงในเวียงจันทน์ เพื่อไปนมัสการพระบาทบัวบก ที่ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานีแล้วโผล่ขึ้นหายใจก่อนที่จะไปถึงพระบาทบัวบก ที่แห่งนี้มีรูพญานาคปรากฏให้เห็น

สมัยก่อนที่ยังไม่เจริญ ชาวบ้านแห่งนี้เมื่อกลับจากไปธุระมาพอตกค่ำก่อนจะมืดก็จะพบเห็นงูใหญ่สองตัวนอนขวางถนนเอาไว้เป็นประจำแต่หากชาวบ้านที่รู้แล้วก็จะบอกกล่าวให้ งูใหญ่ "พญานาค"ว่าลูกกลับจากไปทำนา ทำไร่ ไม่ได้ไปทำอะไรผิด หรือทำบาปมา สุดท้ายงูใหญ่ 2 ตัวนั้นก็จะค่อย ๆ หายไป เป็นอยู่อย่างนี้ประจำ จนชาวบ้านเกิดความเคยชินต่อมาเมื่อบ้านเมืองเจริญ มีคนมากขึ้น ก็ทำให้สถานที่ เหตุการณ์ต่าง ๆเปลี่ยนแปลงไป รูพญานาค ที่สวนวัฒนธรรม ผู้เฒ่าผู้แก่บอกว่า เมื่อก่อนนั้นเมื่อถึงวันขึ้น 15 ค่ำ บริเวณปากรูจะมีสีเขียวเรือง และมีลูกไฟ 2 ดวงลอยไป มาเหนือบริเวณนั้น มองเห็นแต่ไกล เชื่อว่าน่าจะเป็นพญานาคขึ้น ล้อมปากรูที่ริมฝั่งโขงเอาไว้ สามารถไปดูได้และบางคนบอกว่ารูพญานาคนี้ยังสามารถทะลุถึงรูที่หน้าโรงแรมแม่โขงรอยัล จ. หนองคายบริเวณหน้าโรงแรม โดยคุณจำรัส ชูกลิ่น ประธานกรรมการ บริษัท แม่โขงรอยัล จำกัดได้สงวนที่เอาไว้เพื่อทำเป็นศาลา ให้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและทำเป็นหอไว้เพื่อให้พญานาคพักเมื่อเวลาขึ้น-ลงจากสวนวัฒนธรรม ฝั่งลาวก่อนจะไปที่พระบาทบัวบก บริเวณนี้ คุณจำรัส บอกว่าสมัยก่อนเป็นวัดร้าง เมื่อขึ้น 15 ค่ำ ชาวบ้านก็จะมาคอยดูดวงไฟขนาดเท่าลูกมะพร้าวลอยไป มา ในบริเวณนี้เป็นประจำบางครั้งก่อนค่ำก็จะเห็นงูใหญ่ 2 ตัว นอนขดอยู่ที่บริเวณนี้บ่อยครั้ง

เมืองเปงจาน ต.โพนพแพง อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย เมื่อก่อนเคยเป็นที่พญานาคขึ้นมาพ่นพิษ (คายพิษ) อยู่เป็นประจำ โดยมีเรื่องเล่าว่าสมัยนั้นเคยมีนาคราชตนหนึ่งได้อาศัยอยู่ใต้บาดาล และได้ทำรูขึ้นมา เรียกว่า "ปล่องฟ้า"เมื่อถึงวันพระ (ครบ 15 วัน) นาคราชนี้ก็จะโผล่ขึ้นมาพ่นพิษ (คายพิษ) และแต่ละครั้งที่นาคราชคายพิษก็จะทำให้ประชาชนชาวเมืองเปงจานเจ็บป่วยนอกจากนั้นบางครั้งก็ไก้เกิดพายุใหญ่พัดบ้านเมือง ผู้คนล้มตาย บ้านเรือนเสียหายพลเมืองต้องย้ายหนี อพยพแยกย้ายกันไปอยู่ตามที่ต่าง ๆ โดยไปทางหนองบ้างเวียงจันทน์บ้าง ทิ้งให้เมืองเปงจานกลายเป็นเมืองร้าง

ในที่สุดเจ้าเมืองก็ประกาศหาคนที่จะปราบนาคราชตนนี้และมีชายหนุ่มรูปงามที่ประกอบด้วยวิชา คาถา อาคมวิเศษ ที่มีความสามารถปราบนาคราชได้โดยใช้ฆ้องคำปิดรูพญานาคเอาไว้จนสำเร็จ แต่นั้นมาบ้านเมืองก็เกิดความสงบสุขร่มเย็นตลอดมา

บ่อน้ำแห่งนี้เรียกว่า "ปล่องฟ้า"ยังปรากฏอยู่ที่วัดเปงจานใต้ปัจจุบันหน้าแล้งน้ำแห้งขอด น้ำจะมีสีเหลือง คล้ายสีทองคำหน้างานสงกรานต์เคยมีผู้นำน้ำนี้ไปอธิษฐานรักษาโรคได้ตลอดจนมีคนคิดที่ลงไปนำเอาฆ้องทองคำไปขาย เมื่อลงไปก็พบว่าเป็นฆ้องทองคำจริงแต่เอาขึ้นมาไม่ได้ เมื่อขึ้นมาจากบ่อก็จะมีอันเป็นไปต่าง ๆ นานาและทุกวันนี้จึงไม่มีใครคิดที่จะลงไปเอาฆ้องทองคำขึ้นมาและทางบ้านเปงจานได้อนุรักษ์ให้เป็นโบราณสถานปรับปรุงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของอำเภอต่อไป

บวงสรวงพ่อพญานาค

ในวันออกพรรษาของทุกปี พอตกกลางวันที่บริเวณ หอเจ้าแม่สองนาง ปากห้วยหลวงอ.โพนพิสัย จะมีคนเฒ่า คนแก่ผู้หญิงจัดเตรียมเครื่องเซ่นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ทำขึ้นแบบง่าย ๆไม่ต้องพิถีพิถันอะไร แต่จะต้องมีเครื่องครบ ที่ทำขึ้นจากใบตอง ที่ประกอบไปด้วยของคาว หวาน ผลไม้ เพื่อใส่ในกระทง เพื่อนำไปลอยบวงสรวงพ่อพญานาค

"พ่อพญานาค ที่ปกปักษ์รักษาคุ้งน้ำแห่งนี้ ลูกได้นำเครื่องเซ่นมาบอกกล่าวเช่นทุกปี และปีนี้มีคนเดินทางมามากกว่าทุกปี เพื่อมาดูอภินิหารบั้งไฟพ่อพญานาคคงจะแสดงให้ประจักษ์ ขอให้ขึ้นให้เห็นมาก ๆ ชัด ๆขอให้พ่อพญานาคปกปักษ์รักษาให้ความปลอดภัยแก่ผู้คนที่เดินทางมาด้วยอย่าให้มีอุบัติเหตุเช่นทุกปีที่ผ่านมาลูกที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแห่งนี้จะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด"

เสียงนี้เป็นคำอธิษฐานของหญิงชราคนหนึ่งที่พูดด้วยภาษาพื้นบ้าน คือ ยายดวงจันทร์ณ อุบล อายุ 66 ปี บ้านอยู่คุ้มวัดศรีเกิด อ.โพนพิสัย (ปี 40) ได้กล่าวถึงเรื่องราวต่าง ๆ หลังทำพิธีเสร็จแล้ว (เมื่อปี 2537) ว่า...ชาวลุ่มน้ำโขงให้ความเคารพพญานาคที่ปกปักษ์รักษาแม่น้ำโขงให้ความสงบร่มเย็นตลอดมา ท่านอยู่คนละภพกับเรา แม้จะไม่สามารถจะพิสูจน์ได้แต่ด้วยปาฏิหาริย์บั้งไฟที่เกิดขึ้นทุกปีที่นับว่าเป็นการสร้างความเชื่อมั่นขึ้นทุกปีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถึงแม้จะมีคนจำนวนมากที่ไม่เชื่อ ว่าสิ่งนี้เป็นจริงหรือไม่แต่ก็จะไม่โต้เถียง เพราะเป็นความเชื่อของเรา

บั้งไฟพญานาค

บั้งไฟพญานาคได้นำมาผูกเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งเร้นลับเร้าใจหลายชั่วอายุคน จนมีอยู่เกือบทุกท้องถิ่นและเรื่องพญานาคนี้ก็มีคนรู้จักดังจะเห็นจากเรื่องที่ว่าเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาโปรดสัตว์ตามหลักฐานก็คือเป็นรอยที่เรียกกันว่า พระพุทธบาท พญานาคที่ชื่อว่า มะรินทนานาคที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขง มีความโหดร้ายมาก เมื่อพระพุทธเจ้าลงมาโปรดก็เกิดความเสื่อมใสในพระพุทธศาสนา คิดจะออกบวช แต่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากเป็นสัตว์จึงปวารณาตนเองเป็นพุทธศาสนิกชนตลอดมาและวันออกพรรษาจะถือว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จจากสวรรค์พุทธศาสนิกชนต่างเฉลิมฉลอง พญานาคก็เช่นกันจึงจุดบั้งๆฟขึ้นจากแม่น้ำโขงเพื่อฉลองด้วย

เราจึงเห็นบั้งไฟพญานาคเกิดขึ้นเฉพาะวันออกพรรษาเท่านั้นทั้งนี้ถ้าในปีใดถ้าประเทศไทยมีเดือนแปดสองหน วันออกพรรษาจะไม่ตรงกับประเทศลาวบั้งไฟพญานาคจะขึ้นเฉพาะตรงกับลาวเท่านั้นเพียงวันเดียว

คำถามส่วนมากที่จะได้รับคือ ทำไมดวงไฟไม่มีหาง เหมือนบั้งไฟทั่วไปทำไมไม่มีควันสีขาว ทำไมไม่พุ่งขึ้นมา แต่พุ่งขึ้นไปแล้วหายไปในอากาศเกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเป็นคนทำ และทำทำไม จะได้อะไรจากการกระทำนี้ทั้งหมดเป็นคำถามที่หาคำตอบมาอธิบายไม่ได้ และยังมีคำถามอีกมากมายที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อให้คนนำไปคิดเป็นปริศนาและพิสูจน์ต่อไป

พญานาค กับ เกจิอาจารย์

พญานาค...การเกิดบั้งไฟพญานาค จะเกิดด้วยประการใด อย่างไรนั้นเก็บเอาไปคิดเอง ไม่มีผู้ใดยืนยัน ในตำราหลายแห่งบอกว่า พญานาคตัวยาวใหญ่มีหงอนหรือบางแห่งก็บอกว่าหน้าเป็นคน หางเป็นงู เป็นพวกกึ่งเทวดา อยู่ในเมืองบาดาลใต้แผ่นดินมีชื่อต่าง ๆ กัน

ทางคนไทยเชื้อสายอ้ายลาว มีความเชื่อว่า ในอดีตที่แคว้นยูนนาน มีพญานาค 2 ตัวเกิดวิวาทกัน ตัวหนึ่งหนีจากถิ่นคือหนองแส (หนองกระแส)เอาอกไถลงมาทางตะวันออกเฉียงใต้ เลยเกิดเป็นเแม่น้ำโขงขึ้น...ก็เลยมาตรงกับเรื่องบั้งไฟพญานาคที่ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย

ส่วนทางอินเดีย "นาค" ในบาลีลิปิกรรม แปลว่าประเสริฐ ดีเยี่ยมมีอิทธิฤทธิ์สามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้ ตามที่กล่าวมาแล้ว

นาคหรือพญานาคเป็นเรื่องความเชื่อหรือว่ามีจริงหรือไม่แต่มีคนบอกว่าหลวงปู่ชอบ ฐานสโมท่านเคยสัมผัสมาแล้วกับท่านเอง หรือพระอาจารย์มั่น ภูริทัติตเถระก็เคยสัมผัสมาแล้วเช่นกัน คือเมื่อวันที่ขึ้น 15 ค่ำ มีชาวบ้านเห็นพระอาจารย์มั่น ภูริทัติตเถระ นั่งอยู่กลางลานวัดนั่งเทศน์อยู่คนเดียว ชาวบ้านก็คิดว่าท่านเป็นอะไรถึงได้มานั่งเทศน์อยู่คนเดียวท่าจะสติไม่ดี แต่พอตอนเช้าชาวบ้านมาที่วัดเหมือนปกติกลับพบว่าลานวัดมีแต่รอยงูใหญ่เต็มวัดไปหมด ไม่ทราบว่ามาได้อย่างไร เพราะเห็นแต่รอยไม่เห็นตัว ชาวบ้านจึงพูดกันว่า ท่าจะเป็นเมื่อคืนนี้ท่านนั่งเทศน์ให้พญานาคฟังแน่

หลวงปู่ชอบ ฐานสโมอดีตเจ้าอากาศวัดป่าโคกมน ต.ผาน้อย อ.วังสะพุง จ.เลยเป็นพระปฏิบัติกรรมฐาน สายพระอาจารย์มั่น ภูริทัติตเถระ ท่านมีจริยปฏิปทาสูงเริ่มเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ตั้งแต่วัยเด็กเป็นสามเณร ท่านชอบธุดงค์แต่ในป่าห่างไกลจากผู้คน มุ่งปฏิบัติ

จนเทพยดา และพญานาคอดที่จะชื่นชมและอนุโมทนาด้วยไม่ได้ครั้งหนึ่งเมื่อท่านธุดงค์ไปจำพรรษาที่วัดน้ำริน อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ร่วมกับหลวงปู่แหวน สุจิณโณ วันหนึ่งซึ่งเป็นวันพระ มีทายกทายิกามาฟังเทศน์มากมายในจำนวนนั้นมีชายคนหนึ่งนำอาหารมาถวายด้วย หลวงปู่จึงถามชายคนนั้นว่า อยู่ไหนเขาตอบว่าอยู่ใกล้นี่เอง แต่ทายกทายิกาที่มาทำบุญที่วัดไม่มีใครรู้จักเลยท่านก็ให้ศีลให้พรพอจะกลับชายคนนั้นเก็บของเสร็จ ก็มากราบท่าน แล้วเดินลงจากศาลาไปท่านก็คอยสังเกตว่าไปทางไหน ปรากฏว่าชายคนนั้นเดินลงไปในสระน้ำหน้าวัดท่านจึงรู้ว่าชายคนนั้นคือ นาคมาณพ...

วิสัย พญานาคนั้นมีความเคารพผู้ทรงศีล ผู้ทรงคุณธรรมมนุษย์ก็เป็นกัลยาณชน ปรารถนาในการบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา เช่นไร พญานาคก็ปรารถนาในการบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา เช่นกัน

พญานาค...มีการเนรมิตกายได้ง่ายมาก เพียงแต่คิดก็เปลี่ยนไปตามต้องการจะเป็นมนุษย์ สัตว์ ก็เปลี่ยนไปได้อย่างรวดเร็ว ต่อมา...ครั้งหนึ่ง หลวงปู่ชอบฐานสโม ธุดงค์เดี่ยวไปที่ อ.ท่าลี่ จ.เลย ได้ปักกลดอยู่ริมน้ำโขงในใจคิดว่าอยากข้ามไปฝั่งลาวบ้าง พอตกตอนกลางคืน ขณะที่กำลังภาวนาอยู่นั้นเกิดนิมิตเห็นมาณพน้อยคนหนึ่งเดินเข้ามาหาท่าน แล้วก็นั่ง

ลงกราบอย่างนอบน้อมแล้วพูดว่า...ทราบว่าพระคุณเจ้าปรารถนาจะไปวิเวกทางฝั่งลาวปวงข้าน้อยรู้สึกดีใจยิ่ง จึงขอนิมนต์ท่านไปโปรดบรรดาสัตว์ที่ฝั่งนู้นด้วยเถิดในนิมิตนั้นท่านก็รับนิมนต์

พอรุ่งเช้าหลังจากฉันจังหันแล้ว ท่านก็ธุดงค์ต่อลงไปยังฝั่งโขงมองไปเห็นเรือลำน้อยลำหนึ่งพายเข้ามาหาท่าน คนในเรือตะโกนมาที่ท่าน "จะไปฝั่งลาวไหมนิมนต์ลงเรือ" แล้วท่านก็ลงเรือจนขึ้นไปบนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงพอขึ้นฝั่งแล้วก็หันมาจะบอกขอบใจ ปรากฏว่าเรือน้อยลำนั้นหายไปแล้วเห็นแต่จระเข้ใหญ่ตัวหนึ่งขวางอยู่กลางลำน้ำโขง เมื่อท่านกำหนดจิตพิจารณาจึงทราบว่านั้นคือ พญานาค..มานิมนต์ท่านในนิมิตและแปลงกายเป็นคนพายเรือมารับส่งเรียบร้อยแล้ว จึงเปลี่ยนเป็นจระเข้มาขวางไว้กลัวท่านจะธุดงค์กลับไทย

ในช่วงที่อยู่ฝั่งลาวนั้นหลวงปู่ชอบ ฐานสโมท่านได้เห็นพญานาคในแม่น้ำโขงโผล่ขึ้นมาจากน้ำ มาแสดงคาราวะต่อท่านในรูปของพญานาคที่ไม่ได้แปลงกายแต่อย่างใด ตัวใหญ่โตมาก เอาส่วนหัวขึ้นมาหาท่านที่ถ้ำส่วนหางอยู่ฝั่งแม่น้ำโขงเรื่องนี้ท่านยืนยันกับใครต่อใครว่าจริง...ไม่เชื่ออย่าลบหลู่สิ่งลึกลับเรายังไม่รู้ไม่เห็นอีกมาก

มีอีกครั้งที่ฝั่งลาว ช่วงที่หลวงปู่ชอบ ฐานสโมฉันอาหารและญาติโยมกินอาหารเสร็จ ก็ได้ช่วยกันเอาบาตรพระไปเทล้าง เทอาหารลงไปในแม่น้ำโขงทันใดนั้นก็เกิดปรากฏการณ์มหัศจรรย์น้ำในแม่น้ำโขงที่ใสสะอาดเต็มไปด้วยตะกอนขุ่นมัว และมีเสียงสั่นสะเทือนน้ำทั้งวังเกิดหันตาไก่ (คือหมุนวน) พวกที่เทอาหารก็ไปรายงานให้หลวงปู่ทราบและขอบารมีให้ช่วยเหลือ ท่านทำจิตพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งจึงอธิบายว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เพราะว่า พญานาคโกรธที่พวกโยมทั้งหลายได้เทน้ำพริกน้ำเกลือ สิ่งสกปรกลงในน้ำไปถูกเขา ๆจึงแสดงฤทธิ์เดชให้ดู เป็นการเตือนไม่ให้ทำเช่นนั้นอีก

แรก ๆ ก็มีผู้เชื่อฟัง แต่มีพระภิกษุหนุ่มรุ่นใหม่รูปหนึ่งไม่เชื่อได้เทอาหารลงไปอีกเป็นการลองของก็เกิดปรากฏการณ์อาเพศขึ้นอีกครั้ง น้ำขุ่นหมุนวนครั้งนี้แรงกว่าเดิมจนตลิ่งพัง พระภิกษุรูปนั้นตกใจกระโดดขึ้นฝั่งเกือบไม่ทัน (ไม่เชื่ออย่าลบหลู่)

หลวงปู่เทสก์ กับ พญานาค

ที่วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย หลายคนมีความสงสัยและไม่รู้ว่าบริเวณนั้นเป็นสถานที่ที่ พญานาคอาศัยเฝ้ารักษาวัดหินหมากเป้งอยู่เหมือนกัน คือบริเวณสระน้ำด้านหน้าวัด แรก ๆ เมื่อทางชลประทานทำนบกั้นน้ำเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในวัด ปรากฏว่าทำนบเกิดรั่วอยู่บ่อย ๆไม่สามารถที่จะเก็บน้ำไว้ได้ เมื่อสอบถามจากหลวงปู่เทสก์ท่านบอกว่าบริเวณสระนั้นจะมีถ้ำลงไปเมืองพญานาค การทำทำนบจึงไม่อยู่ จะมีน้ำไหลออกอยู่เรื่อยและท่านยังบอกว่าเคยลงไปพบพญานาค อยู่หลายครั้งและเคยมีพญานาคมาฟังเทศน์ด้วยแม้ก่อนที่จะมีการพระราชทานเพลิงศพท่าน ก็ปรากฏว่ามีงูใหญ่ (งูเหลือม 3 ตัว)ได้มาจากประเทศลาว ซึ่งคนทรงบอกว่า งูเหล่านี้ร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพท่านถึงแม้ว่าจะมีคนเอาไปปล่อยไว้ที่อื่น งู 3 ตัว ตัวนั้นก็กลับมาเหมือนเดิมจนทางวัดได้สร้างศาลให้อยู่ 3 หลัง ไว้ที่หน้าถ้ำในสระน้ำทำให้มีประชาชนมาดูกันมากและใกล้จะถึงวันพระราชทานเพลิงศพ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสีก็ปรากฏว่ามีงูจงอางตัวหนึ่งขึ้นมาจากท่าน้ำหลังวัด และก็ไม่ได้ทำร้ายคนงูจงอางได้เลื้อยไปใกล้ ๆ ศาลาที่ตั้งศพหลวงปู่เทสก์มีคนนำเอาไปปล่อยลงท่าน้ำเหมือนเดิม เพราะกลัวว่าจะทำร้ายคนแต่งูตัวนั้นก็กลับมาอีก จนมีทหารที่มาช่วยงานพระราชทานเพลิงศพ หลวงปู่เทสก์นำไปใส่ไว้ในกรง เพราะกลัวจะทำร้ายคนต่อมาลูกศิษย์หลวงปู่ ได้สร้างพญานาคขนาดใหญ่ไว้ในสระข้าง ๆเมรุพระราชทานเพลิงศพไว้กลางสระ พร้อมกับพ่นน้ำออกเมื่อถึงตอนกลางคืนก็จะเปิดไฟประดับสวยงามมากพร้อมกับมีเสียงกล่าวถึงมาณพน้อยที่เข้ามาฟังเทศน์หลวงปู่พญานาคที่ทำขึ้นไว้กลางสระนั้นสร้างความสนใจให้กับผู้ที่ไปร่วมงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่มากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ว่าจะมีงูที่ปรากฏให้เห็น แล้วยังมีฝูงลิง กระรอกกระแต และนก ส่งเสียงอยู่ในวัด ผิดปกติ ด้วยความอาลัยในหลวงปู่ จึงทำให้มีสัตว์ต่างๆ ที่เคยอาศัยในใบบุญหลวงปู่มาแสดงความอาลัย โศกเศร้าก่อนที่สังขารหลวงปู่จะมอดไหม้เป็นเถ้าถ่านเหตุการณ์มหัศจรรย์ ในหนองคาย คนนับแสน แห่ชมพญานาคโผล่กลางแม่น้ำโขง เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2539 ก็ได้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในจังหวัดหนองคายที่ทำประชาชนต้องแตกตื่นและร้านค้าอาหารอยู่ริมน้ำโขงที่ซบเซามานานกลับคึกคักขึ้นอีกครั้งหนึ่ง นั่นก็คืออยู่ ก็มีสิ่งประหลาดเกิดขึ้นกลางแม่น้ำโขงที่บริเวณพระธาตุกลางน้ำที่มีอายุเก่าแก่กว่า 200 ปี สิ่งที่เห็นได้สร้างความแปลกใจ ประหลาดแก่คนนับหมื่น ๆสิ่งที่เกิดขึ้นกลางแม่น้ำโขงมีลักษณะเหมือนงูขนาดใหญ่เท่าลำตาล ในลักษณะเล่นน้ำชาวบ้านที่ไปดูต่างก็เชื่อว่าเป็นพญานาค ที่อารักษ์องค์พระธาตุจำนวน 3 ตัวคนแรกที่เห็นคือนางสุรีย์ สุนรัตน์อายุ 48 ปี อยู่บ้านวัดธาตุ ต.หาดคำอ.เมือง ซึ่งขายส้มตำอยู่ร้านริมโขง บริเวณเขื่อนป้องกันตลิ่งพังบอกว่าขณะที่กำลังขายส้มตำอยู่ชาวบ้านที่มาเดินเล่นที่เขื่อนกั้นตลิ่งพังก็เล่าให้ฟังว่าเห็นสิ่งประหลาดเกิดขึ้นกลางแม่น้ำโขงตรงบริเวณองค์พระธาตุใต้น้ำเมื่อหันออกไปดูพบว่าจริงอย่างที่เขาพูด คือมีลักษณะเหมือนงูใหญ่ลำตัวสีเขียวออกดำ ความยาวที่มองเห็นจากฝั่งประมาณ 20 เมตรกำลังว่ายทวนน้ำหยอกล้อกันอยู่ เมื่อชาวบ้านรู้ก็ออกมาดูกันมากขึ้นเรื่อย ๆแต่ละคนมองเห็นเหมือนกัน และวันนั้นเป็นวันพระ วันแห่เทียนเข้าพรรษาพอดี คนเฒ่าคนแก่บอกว่ามีคนเคยเห็นพญานาคเหมือนกันนางพร ขันแก้วอายุ 38 ปี ที่มีบ้านอยู่ริมน้ำโขงก็บอกว่าเช้าวันนั้นได้มี นางสวาท บัวผัน ชาวคุ้มได้ลงไปที่แม่น้ำโขงเพื่อช้อนกุ้งขณะที่ช้อนกุ้งอยู่ ได้ยินเสียงน้ำแตกฟองดังผิดปกติ แรก ๆ ก็ไม่ได้สนใจอะไรพอดังขึ้นหลายครั้งจึงได้หันไปมองดูกลับพบเห็นสิ่งประหลาดขนาดใหญ่คล้ายครีบหางปลาช่อนขนาดใหญ่โผล่ขึ้นพันน้ำสูงประมาณ 2 วา สะบัดไปมา เท้าไวกว่าที่คิด ติดเกียร์วิ่งอย่างไม่คิดชีวิตรีบขึ้นฝั่งแล้วบอกคนออกมาดู เมื่อคนที่ถูกเรียกออกไปดูก็เห็นเหมือนกัน คือมีงูขนาดใหญ่ว่ายน้ำหยอกล้อกันเล่นอยู่กลางโขง ต่อมา นางแถว ศรีพล อายุ 75 ปี อยู่คุ้มป่าพร้าวซึ่งเป็นร่างทรงองค์พระธาตุบอกว่า สิ่งที่ประชาชนเห็นอยู่นั้นเป็นพญานาคที่มานมัสการองค์พระธาตุกลางน้ำ และปีนี้จะอยู่รักษาศีลตลอดพรรษาเมื่ออกพรรษาแล้วจึงจะกลับเมืองบาดาล

จากปากต่อปากทำให้ประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัดมาดูกัน ประกอบกับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐได้ตีพิมพ์ติดต่อกันหลายวัน ยิ่งทำให้ประชาชนมาดูกันขึ้นเรื่อย ๆสิ่งที่ตามมาคือบรรดาแม่ค้า แม่ขายทั้งหลายต่างก็ขายอาหารการกินมากขึ้นเมื่อคนจำนวนมากก็เพิ่มรายได้ สิ่งที่เห็นก็ปรากฏให้เป็นจริงเมื่อคนมาดูกันก็บอกว่าเห็นเหมือนกัน ยิ่งวันแรก ๆ (29 ก.ค.39) พอตกกลางคืนมองจากฝั่งออกไปจะเห็นลำแสงเรือง ๆเห็นได้ชัดเจนว่าเหมือนงูขนาดใหญ่เท่าต้นตาลว่ายทวนน้ำเล่นกันอยู่ วันแรกมี 3 ตัวพอหลายวันเข้าก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น จนถึง 6 ตัว

ตั้งแต่วันนั้น เรือที่ผ่านไปผ่านมา กลับไม่ออกไปและไม่ผ่านชาวบ้านก็ไม่กล้าที่จะลงไปเล่นน้ำเหมือนเช่นเคยทุกวันชาวบ้านไม่ว่าจะเป็นคนในจังหวัด ต่างอำเภอ ตลอดจนต่างจังหวัดก็พากันเหมารถมาดูกัน วัน ๆ เนืองแน่นไปด้วยคน แม้งานประเพณีแข่งเรือที่ว่ามีคนมากก็ยังไม่มากขนาดมาดูพญานาคเล่นน้ำ

ต่างคนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันต่าง ๆ นานา ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น หลายคนบอกว่าเป็นท่อนไม้ขนาดใหญ่ไหลมาติดอยู่ที่องค์พระธาตุบ้างก็บอกว่าเป็นคลื่นน้ำที่กระทบกับองค์พระธาตุ

ยิ่งมีการพูดกันเรื่องพญานาค นับวันก็ยิ่งมากด้วยฝูงชนเมื่อมาดูเห็นแล้วก็ยกมือสาธุตามความเชื่อของตนเอง เมื่อคนเพิ่มจำนวนมากขึ้นพญานาคก็แสดงตัวให้เห็นมากขึ้นโดยเหนือองค์พระธาตุก็เริ่มมีกระแสน้ำเป็นคลื่นยาวคล้ายงูใหญ่เท่ากับต้นตาลยาวกว่า 20 วาได้ยกส่วนหางขึ้นเหนือน้ำตีน้ำเป็นคลื่นเหมือนงูพาดหางแล้วต่อมาก็ยกส่วนที่เป็นลำตัวขึ้น เหมือนนาคสะดุ้งจนเห็นท้องสีขาวเหลืองเหมือนท้องงู ทุกคนที่อยู่ฝั่งต่างมองเห็นเช่นกันแต่ไม่เห็นส่วนตัวบรรดาร่างทรงของเจ้าแม่ เจ้าพ่อทั้งหลายต่างก็ออกมาทรง โดยเฉพาะนางหนูนิ่มสีหไตรอายุ 42 ปี บ้านอยู่คุ้มป่าหลวง ซึ่งเป็นร่างทรงของเจ้าแม่กระดิ่งทองบอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เมื่อกลางเดือนที่แล้ว ได้มีเจ้าพ่อพันพร้าวได้มาเข้าร่างบอกว่า (มะพร้าวพันลูก)ก่อนวันเข้าพรรษาจะมีสิ่งประหลาดจากเมืองบาดาลมาปรากฏให้เห็น แต่ไม่ได้บอกว่าอะไรและจะมีพญานาคจากเมืองสันสัตตนาคนหุต (ประเทศลาว)มาประชุมกันที่องค์พระธาตุ ทั้งหมด 6 ท่าน และการมาครั้งนี้ก็ไม่ได้ทำร้ายแก่ใครเพียงนัดกันมาเพื่อกระทำกิจบางอย่าง และพญานาคที่มาก็เป็นพญานาคที่อารักษ์ลำน้ำโขงทางเจ้าอาวาสวัดสิริมหากัจยน์ (วัดธาตุ) บอกว่า องค์พระธาตุกลางน้ำเป็นพระธาตุที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีพระอรหันต์ 5 องค์มาสร้างไว้โดยบรรจุพระธาตุพระบาทเบื้องขวาของพระพุทธเจ้าไว้และพังทลายลงไปอยู่กลางแม่น้ำโขงเมื่อ 300 ปีมาแล้ว ปัจจุบันอยู่ห่างจากฝั่งประมาณ 200 เมตร ซึ่งแต่ก่อนก็อยู่บนฝั่ง และเป็นธรรมดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์เทพาอารักษ์และเมื่อสมัยสงครามฝรั่งเศลเรือกำปันล่องไปมาเมื่อผ่านหากมีใครลบหลู่ด้วยวาจาก็จะมีอันเป็นไปและวันหนึ่งมีคนในเรือเยี่ยวลงไปในน้ำตรงพระธาตุ อยู่ ๆ เรือกลับจมลงไปเฉย ๆมีผู้เสียชีวิตจำนวน 36 คน และทุกวันนี้ก็เหมือนกันหากนั่งเรือผ่านไปมาเยี่ยวลงไปเรือที่ลอยลำอยู่ดี ๆ ก็จะจมลง จึงไม่มีใครลบหลู่

จากเหตุการณ์ดังกล่าวที่มีพญานาคเล่นน้ำนี้ เมื่อมาดูหลายคนเมื่อกลับบ้านแล้วฝันเห็นพญานาคบริเวณที่เกิดเหตุการณ์นี้ปกติพื้นน้ำก็เรียบปกติไม่มีอะไรปรากฏให้เห็นแต่มาครั้งนี้กลับมีสิ่งประหลาดให้เห็น

ชุมนุมพญานาค

การปรากฏพญานาคครั้งนี้นางหนูนิ่ม สีหไตรร่างทรงเจ้าแม่กระดิ่งทอง บอกว่า เนื่องจากพญานาคไม่ได้พบกันนาน จึงหาโอกาสพบกัน ( 7 ปีเมืองมนุษย์เท่ากับ 1 วันของเมืองบาดาล)ที่ขึ้นมาปรากฏกายครั้งนี้ก็เพื่อที่จะมาหารือกันเพื่อจะสร้างพระธาตุกลางน้ำให้สง่างาม แต่ไม่บอกว่าจะสร้างด้วยวิธีใดจึงได้นัดกันมาจากเมืองบาดาล โดยพญานาคที่มาล้วนแต่เป็นถึงเจ้าเมืองบาดาลที่รักษาคุ้มครองบริเวณลุ่มน้ำโขง

ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2539 วันเดียวกันกับที่เกิดเหตุการณ์พญานาคเล่นน้ำที่เหนือองค์พระธาตุกลางน้ำที่หนองคาย ที่บ้านเลขที่ 212/10 บ้านทุ่งธาตุ ต.จุมพล อ.โพนพิสัย จ.หนองคายซึ่ง นายสมศักดิ์ ศรีหาบุตรเจ้าของบ้านบอกว่า หลังจากที่ตนได้ถ่ายภาพบ้านเอาไว้หลังจากฟิล์มเหลือเมื่อนำฟิล์มไปล้างอัดรูปออกมากลับปรากฏว่า ที่รูปแผ่นนั้นก็ไม่มีอะไรเมื่ออัดออกมาก็เหมือนพญานาค

นายสมศักดิ์ ศรีหาบุตรยังกล่าวว่าที่บริเวณบ้านที่ตนปลูกอยู่นี้ตั้งอยู่ริมห้วยหลวง ข้าง ๆบ้านจะเป็นสระน้ำลึกมาก น้ำใสตลอดปี มีคนทรงบอกว่า เป็นทางขึ้นของ พญานาคตนกับภรรยาจะฝันเหมือนกันหลายครั้ง คือ ฝันเห็นแม่ชี และพระสงฆ์เดินขึ้นลงบริเวณหน้าบ้านเป็นประจำ และบอกว่าอยู่บริเวณนี้ และก่อนที่จะถ่ายรูปนี้ออกมาเวลาประมาณ 22.00 นง ของวันเดียวกัน (29 ก.ค.39) นายศราวุธ ศรีหาบุตรลูกชายได้นำขยะไปเทลงในแม่น้ำห้วยหลวงแล้วเกิดพลัดตกลงไปโดยไม่ทราบสาเหตุและคืนต่อมาก็ฝันเห็นพญานาคว่ายไปมาเต็มห้วยหลวง พร้อมเห็นคนหาปลานั่งอยู่ในเรือเมื่อพญานาคว่ายผ่านที่เรือที่เห็นอยู่ก็จมลงในน้ำ พร้อมกับได้ยินเสียงคนบอกว่าห้ามเทขยะลงในน้ำเด็ดขาด บางวันกลางคืนขึ้น 15 ค่ำ จะเห็นชีปะขาว เดินอยู่รอบ ๆบ้าน แล้วหายไป เมื่อมีคนมาพักที่บ้านก็จะเห็นชีปะขาวเดินไปมา ๆ บ้านจนนอนไม่หลับ


มะพร้าวพันลูก

ที่หน้าบ้านของ คุณยายเบ้า แก้วมงคล อายุ 66 ปี คุ้มวัดธาตุ ซอย 2 ได้เกิดมีมะพร้าวที่ออกลูกที่มีลักษณะเป็นลูกเล็ก ๆ จำนวน 8 ทลาย จำนวนที่นับได้ 1,069 ลูก มีขนาดเท่าหัวแม่มือ หลังจากมีการพบก็มีชาวบ้านนำผ้าแดงไปผูกแล้วขอหวยซึ่งตอนนั้นหวยหุ้นกำลังระบาด มีคนเล่นกันมาก วันหนึ่งจะเล่นกันสองครั้ง คือ เวลา 12.30 น. และ 16.30 น. ชาวบ้านไม่เป็นอันทำมาหากิน และไม่มีเวลาสนใจอย่างอื่น วัน ๆพากันออกหาเลขเด็ดมาแทงหวยหุ้น ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์อะไร หรือพบสิ่งใดแปลก ๆก็จะนำมาตีเป็นเลขเด็ด แต่เมื่อนำไปแทงหวยหุ้นมีหลายคนถูกแล้วก็แห่กันมาขออยู่เรื่อย ๆ เช่นเดียวกับต้นมะพร้าวประหลาดต้นนี้ อย่างที่บอกว่าเมื่อมีเหตุการณ์สิ่งประหลาดเกิดขึ้น บรรดาร่างทรงก็จะเข้าทรงทันทีต้นมะพร้าวนี้ก็เหมือนกัน ร่างทรงก็บอกว่าเป็นพญาพันพร้าว และพร้อมกับบอกอีกว่า อีก 15 วัน จะมีสิ่งประหลาดเกิดขึ้นทางน้ำ แต่ก็เกิดขึ้นจริง ๆคือเหตุการณ์ที่ชาวบ้านเห็นเป็นพญานาคเล่นน้ำที่เหนือองค์พระธาตุกลางน้ำวัดธาตุ

เกี่ยวกับเหตุการณ์พญานาคเล่นน้ำ ต่อมา นางเรมอญ สิทธิสาร ร่างทรงเจ้าแม่กวนอิมได้เตรียมเครื่องคารวะ เป็นหมากเบ็ง และดอกบัวขาวพวงมาลัยดอกมะลิลงไปยังแม่น้ำเพื่อคารวะพญานาคและติดต่อทางจิตบอกว่าพญานาคที่มานั้น ชื่อ สันสัตตนาค มาจากประเทศลาว เพื่อมาชุมนุมกันกับเจ้าเมืองต่างๆ เพื่อปฏิบัติธรรมที่วัดพระธาตุกลางน้ำเป็นเวลา 1 พรรษา

ในช่วงที่มีพญานาคเล่นน้ำปี 2539 นั้น ปรากฏว่าไม่มีใครที่จะหล้าลงเล่นน้ำในแม่น้ำโขงเลยขนาดเรือที่เคยวิ่งไป-มา ก็ไม่กล้าออกเรือเช่นก่อน นอกจากคนใจกล้าต้องการลองแต่ก็ไม่สำเร็จ

Comment

Comment:

Tweet


ควย
#2 by (182.52.243.92|182.52.243.92) At 2014-02-12 16:19,
confused smile deemak
#1 by Bg (85.194.127.10) At 2010-05-21 23:59,