ความหมายของคำว่า "การเล่น"
คำว่า "การเล่น" หมายถึง การกระทำเพื่อสนุกหรือผ่อนอารมณ์ ซึ่งตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า play หรือ game ซึ่งมีความหมายต่างกัน
คำว่า "play" มีผู้ให้ความหมายว่าเล่นสนุกเป็นการเล่นคนเดียวก็ได้ หลายคนก็ได้ เล่นโดยสมัครใจไม่มีใครบังคับ
คำว่า "game" มีผู้ให้ความหมายไว้มากมาย สรุปได้ว่าเป็นการเล่นที่มีกฎเกณฑ์บังคับผู้เล่นต้องเล่นตามกฎเกณฑ์นั้น
การเล่นของไทยมีความหมายกว้างกว่าเพราะมีลักษณะร่วมอยู่ในความหมายของทั้งสองคำ
ความหมายของคำว่า "การละเล่น"
คำว่า "การละเล่น" เป็นคำที่เกิดขึ้นใหม่ผู้เชี่ยวชาญทางภาษาไทย บางท่านกล่าวว่าเป็นการปรับเสียงคำว่า "การเล่น" ให้ออกเสียงง่ายขึ้น ผู้เชี่ยวชาญกรมศิลปากร ให้ความหมายกว้างออกไปถึงการเล่นเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ให้เกิดความรื่นเริงบันเทิงใจหลังจากประกอบกิจประจำวัน และการเล่นในเทศกาลท้องถิ่นหรือในงานมงคลบ้าง อวมงคลบ้าง เช่น เพลงพื้นเมือง ละคร ลิเก ลำตัด หุ่น หนังใหญ่ ฯลฯ ด้วยเหตุที่การละเล่นมีความหมายกว้างขวางดังกล่าว
ความหมายของคำว่า "การละเล่นของไทย"
การละเล่นของไทย หมายถึง การเล่นตั้งเดิมของเด็กและผู้ใหญ่ เพื่อความบันเทิงใจทั้งนี้เป็นการเล่นที่มีกติกาหรือไม่มีกติกา ไม่มีบทร้องประกอบหรือมีบทร้องประกอบให้จังหวะ บางทีก็มีท่าเต้น ท่ารำประกอบ เพื่อให้งดงามและสนุกสนานยิ่งขึ้น ทั้งผู้เล่นและผู้ชมมีส่วนร่วมสนุก (ไม่ครอบคลุมไปถึงการละเล่นที่เป็นการแสดงให้ชมโดยแยกผู้เล่นและผู้ดูออกจากกันด้วยการจำกัดเขตผู้ดู หรือการสร้างเวทีสำหรับผู้เล่น เป็นต้น)
ความสำคัญของการละเล่น
การละเล่นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ทุกชาติทุกภาษาไม่ว่าจะอยู่ในวัยใด การละเล่นทำให้มนุษย์ได้ผ่อนคลายความตึงเครียดจากงานในชีวิตประจำวัน นอกจากนั้นยังเป็นการเสริมสร้างกำลังกายให้แข็งแรง ลับสมองให้มีสติปัญญาแหลมคม มีจิตใจเบิกบานสนุกสนานร่าเริง ทั้งยังทำให้เกิดความสัมพันธ์อันดีขึ้นในหมู่มวลมนุษย์ การละเล่นมีมาแต่สมัยใดไม่มีใครกำหนดแน่นอนได้เพียงแต่สันนิษฐานกันตามประวัติศาสตร์เท่านั้น
ตัวอย่างการละเล่นในภาคอีสาน
วิ่งส่วงกัน (วิ่งแข่งกัน)
ความหมาย คำว่า วิ่งส่วงกัน หรือ แล่นส่วงกัน หมายถึง การวิ่งเร็วแข็งกันส่วง แปลว่า แข่ง เช่น ส่วงเฮือ คือ แข่งเรือ ส่วนคำว่า แล่น แปลว่า วิ่ง
- จำนวนผู้เล่น ไม่จำกัด แต่เพื่อสะดวกแก่การตัดสินและควบคุม การแข่งขันแต่ละครั้ง
ไม่ควรเกิน ๑๐ คน
สถานที่และอุปกรณ์ ใช้ลานวัด หรือสนาม หรือ ทุ่งนา ที่ราบเรียบและกว้างขวางพอ สมควรระยะทางวิ่งจากเส้นตั้งต้นถึงเส้นชัย ควรประมาณ ๕๐ - ๑๐๐ เมตร อาจเป็นเชือกเถาวัลย์ก็ได้ จำนวน ๒ เส้น เพื่อทำเครื่องหมายเส้นตั้งต้น กับเส้นชัย เชือกหรือเถาวัลย์ควรโตพอสมควร เพื่อผู้เล่นจะสังเกตได้ง่าย หากไม่มีเชือกหรือเถาวัลย์ อาจขุดเป็นร่องเล็ก ๆ ที่พื้นดิน หรือกำหนดเอาสิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่จะเป็นเครื่องหมายเส้นตั้งต้นและเส้นชัยก็ได้
วิธีเล่น ให้มีกรรมการกำกับเส้นตั้งต้นกับเส้นชัย อย่างน้องแห่งละ ๑ คน ใช้เชือกหรือเถาวัลย์ขึงเป็นเส้นตั้งต้นและเส้นชัย ถ้าไม่มีเชือกหรือเถาวัลย์ อาจขุดร่องที่ดิน เป็นเส้นหรือจะกำหนดเอาคันนาร่องน้ำเส้นทางเดินของคนหรือต้นไม้ก็ได้เป็นเครื่องหมายเส้นตั้งต้นและเส้นชัย ระยะระหว่างเส้นตั้งต้นกับเส้นชัย ให้ห่างกันพอ สมควร คือ ประมาณ ๕๐ ๑๐๐ เมตรให้ผู้เล่นยืนเรียงแถวให้เสมอกัน ที่เส้นตั้งต้น หันหน้าไปทางเส้นชัย เมื่อมีผู้เล่นพร้อมแล้วกำกับเส้นตั้งต้น ให้สัญญาณเริ่มวิ่ง อาจจะใช่นับ ๑ - ๒ - ๓ นกหวีด มือโบก ตีกลอง ตีเกราะไม้ไผ่ เปาปาก หรือใช้เสียง บอกก็ได้เมื่อสัญญาณเริ่มเล่น ให้ผู้เล่นวิ่งไปยังเส้นชัยให้เร็วที่สุด เท่าที่จะทำได้ ผู้ใดวิ่งถึงเส้นชัยก่อนเป็นผู้ชนะ
ประโยชน์ ผู้เล่นได้ออกกำลังกาย ได้ความสนุกสนาน ฝึกให้เกิดปฏิญาณไหวพริบให้รู้จักการต่อสู้
วิ่งงัว
ความหมาย คำว่า วิ่งงัว เป็นคำเรียกมาแต่โบราณ ซึ่งสมัยนี้เรียกว่า วิ่งเปี้ยว คำว่า งัว หมายความว่า วัว ทำไมสมัยก่อนจึงเรียกว่า วิ่งงัว ไม่ทราบ ถ้าจะให้สันนิษฐานคงนะเนื่องมาจากคนเห็นวัวไม่ชอบอยู่นิ่งเป็นที่ มักจะวิ่งไป ๆ มา ๆ และเมื่ออยู่เป็นฝูงบางครั้งอาจวิ่งไล่กันกลับไปกลับมา การจัดให้คนวิ่งแข่งกันโดยวิ่งกลับไปกลับมาจึงเรียกว่า วิ่งงัว ด้วย
จำนวนผู้เล่น ไม่จำกัด แต่แบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่าย เท่า ๆ กัน อาจเป็นข้างละ ๕ - ๑๐ คน ก็ได้ และควรจะให้มีกำลังไล่เลี่ยกัน
สถานที่และอุปกรณ์ อาจเป็นลานบ้าน ลานวัด สนามหญ้า หรือที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งกว้างและมีทางวิ่งราบเรียบดี หลักกลม ๆ ๒ หลัก ยาวประมาณ ๒ เมตร ถ้าไม่มีหลักจะใช้คนยืนแทน ก็ได้
ผ้า ๒ ผืน จะใช้ผ้าขาวม้าก็ได้ หรือไม้ไผ่ขนาดเท่าหัวแม่มือหรือหัวแม่เท้ายาวประมาณ ๓๐ เซนติเมตร ๒ อัน
วิธีการเล่น ใช้ไม้หลักฝังดินห่างกันประมาณ ๑๐ ๒๐ เมตร หรือถ้าไม่มีไม้หลักจะใช้คนยืนแทนหลักก็ได้ แบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายละเท่า ๆ กัน ขนาดไล่เลี่ยกันให้ผู้เล่นแต่ละฝ่ายยืนแถวตอนเรียงหนึ่งอยู่ข้างหลังของหลัก หรือของคนที่ยืนแทนหลักและให้ผู้เล่นที่จะวิ่งคนแรกเตรียมผ้าไว้ในมือพร้อมที่จะออกวิ่งพอสัญญาณบอกให้เริ่มเล่น ให้ผู้เล่นคนแรกตั้งต้นออกวิ่งจากหลักหรือคนที่ทำหน้าที่แทนหลักโดยมือขวาถือผ้าหรือไม้ไว้ในมือให้ผู้เล่นวิ่งอ้อมหลักของผู้เล่นของอีกฝ่ายหนึ่ง แล้ววิ่งกลับมาส่งผ้าหรือไม้ ณ จุดเริ่มต้น การรับผ้าหรือไม้ ให้ผู้เล่นยืนอยู่ข้างหลังของหลัก ห้ามวิ่งรับผ้าหรือไม้ และห้ามคนที่ยืนเป็นหลักเขยื้อนเข้าออกเพราะเป็นการเอาเปรียบฝ่ายตรงกันข้ามให้คนรับคนถัดไปรับผ้าหรือไม้แล้วผลัดกันวิ่งต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งวิ่งทันฝ่ายตรงกันข้ามและสามารถเอาผ้าฟาดหลังหรือเอาไม่แตะหลังฝ่ายตรงข้ามได้ ให้ถือเป็นฝ่ายชนะเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะก่อนจะเริ่ม แข่งขันใหม่ อาจมีการเปลี่ยนทางกันเล่นก็ได้ เพื่อมิให้ได้เปรียบเสียเปรียบกันการตัดสิน ถ้าฝ่ายใดชนะ ๒ ครั้ง ติด ๆ กัน ถือว่าเป็นฝ่ายชนะ แต่ถ้าผลัดกันชนะฝ่ายละครั้ง ก็ให้เล่นแข่งขันกันอีกครั้งหนึ่ง ฝ่ายใดชนะการแข่งขันครั้งนี้ ถือว่าเป็นฝ่ายชนะเด็ดขาด
ประโยชน์ผู้เล่นได้ออกกำลังกาย ทำให้ผู้เล่นสนุกสนาน ฝึกปฏิญาณไหวพริบ ฝึกความสามัคคี ร่วมมือซึ่งกันและกัน ความอดทนและการต่อสู้
มาเต้าด้งเด้อ มาซูนด้งเด้อ
เซิ้งเดินรอบไปเรื่อย ๆ จนกว่าผีจะมาเข้ากระด้ง พอผีมาเข้าสิงกระด้งจะพลิกไปพลิกมา พาคนเดินจับไปยังหลักเสี่ยงทาย
พอไปถึงปรากฏว่าไปตีเอาหลักจ้ำ แปลว่าจ้ำผิดอาจจะไม่พาเลี้ยงผีบ้านหรือเล่นนาง
หมอลำไทเลย (แมงตับเต่า)
การเล่นแมงตับเต่านี้สมมติผู้เล่นเป็นตัวละครตามวรรณกรรมนิทานหรือนิยายธรรมะ แฝงคติธรรมความเชื่อของกลุ่มชนท้องถิ่นบริเวณพื้นที่เขตจังหวัดเลย ก่อนปี พ.ศ.๒๔๗๐ ประชาชนแถบนี้นำการละเล่นแมงตับเต่าไปแสดงตามงานบุญที่วัดและงานบุญแจกข้าว ฯลฯ ผู้แต่งหรือเจ้าของคณะ จะหานักแสดงในหมู่บ้านโดยดูท่วงท่าและลักษณะรูปร่างที่เหมาะจะแสดงเป็นตัวอะไร เช่น พระเอก จะมีผิวพรรณสดใส ขาว พอสมควร ใบหน้าเป็นรูปไข่ ส่วนตัวนางเอกก็มีลักษณะนุ่มนิ่มเนื่องจากในสมัยโบราณพวกผู้หญิงไม่ได้เรียนหนังสือ ชาวบ้านนิยมดูคณะที่มีผู้ชายแสดง เพราะสามารถแสดงตลกและแสดงได้สมบทบาท ทำให้ผู้ชมเกิดความสนุกสนาน ครูผู้ฝึก จะนำเรื่องนิทานเหล่านี้มาเล่าให้เด็กเล็ก ๆ ฟังโดยการอ่านแบบกลอนลำสำเนียงไทเลย เขียนกลอนอ่าน ๑ บท ข้างหน้า ๓ คำ ข้างหลัง ๔ คำ การสัมผัสจะนิยมสัมผัสสระ กฏเกณฑ์ต่าง ๆ ไม่ค่อยบังคับ การเล่นแมงตับเต่าให้สนุกสนานนี้ ได้รับอิทธิพลมาจากชาวหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ มาเป็นครูสอนแนวทางการออกเสียงและผันอักษร เนื่องจากมีความสัมพันธ์กันทางด้านเครือญาติชาติพันธุ์มาตั้งแต่ครั้งสมัยโบราณ เรื่องที่นิยมแสดงในพื้นที่จังหวัดเลย ได้แก่เรื่อง ท้าวกาฬะเกด (นางมณีจันทร์) ท้าวโสวัต นาง
การแสดงประเภทนี้มีอยู่น้อย เนื่องจากสาเหตุหนึ่งคือ คนรุ่นใหม่ในจังหวัดเลย หันไปนิยมการแสดงหมอลำเรื่อง ลำหมู่ ลำเพลิน ลำซิ่ง ที่มาจากจังหวัดอื่น มีชื่อเสียงคณะของอีสานไทใต้ ได้รับการพัฒนาด้านต่าง ๆ จนเป็นที่น่าสนใจมากกว่าการดูการเล่นแมงตับเต่าพื้นบ้านเมืองเลย มีบ้างคือ คนรุ่นเก่า ซึ่งเป็นคนเฒ่าคนแก่คณะสุดท้ายในเมืองเลยที่ยังจะพอแสดงได้ก็เป็นผู้สูงอายุ มี 3 คณะคือ คณะบ้านน้ำพรเป็นผู้ชายทั้งหมด อายุเฉลี่ย 65 ปีขึ้นไป แสดงตามแนวประยุกต์ มีการร้องแบบภาษาเมืองเลยและทำนองเพลงจากถิ่นอื่นผสมตามโอกาส
ที่มาของคำ หมอลำไทเลย (แมงตับเต่า)
หมอลำไทเลย เป็นการเล่นที่สมมติผู้แสดงเป็นตัวละครตามเรื่องนิทาน นิยายจากวรรณกรรมใบลานท้องถิ่น นิยมแสดงเรื่องท้าวโสวัต ลิ้นทอง กาฬะเกด (นางมณีจันทร์) สุริวงศ์ จำป่าสี่ต้น สมัยโบราณนิยมใช้ผู้ชายแสดงเนื่องจากออกท่าทางแสดงตลกขบขันได้ดี ส่วนมาก ใช้ผู้ชายเนื่องจากออกท่าทางแสดงตลกขบขันได้ดี ส่วนมากใช้ผู้ชายที่เคยบวชเรียน เพราะอ่านทำนองอ่านหนังสือ(โอ่หนังสือ) แบบไทเลยมาร้องเจรจาโต้ตอบ บทจะสอดแทรกแนวคิด ปรัชญาทางโลกและทางธรรมให้คติสอนใจแกมบันเทิง ประกอบเครื่องดนตรีโบราณ ประกอบด้วยระนาด แคน ซอไม้ไผ่ กลอง ฉิ่ง การบรรเลงเพลงของนักดนตรีประกอบจะอาศัยการฟังว่า ตัวละครตัวใดจะขึ้นเสียงสูงต่ำมากน้อยแค่ไหน นักดนตรีจะเทียบเสียงจากคำสร้อยหรือคำขึ้นต้นที่นิยมร้องคือ แต่นี้ แต่นั้น (คล้ายภาคกลางที่ขึ้นต้นด้วยบทละครว่า บัดนี้ เมื่อนั้น) คำว่าแมงตับเต่าจากการสัมภาษณ์ นาย
แมงตับเต่า หมายถึง แมลงชนิดหนึ่งตัวสีดำ มีเขาสั้น ๆ พอมองเห็น อาศัยอยู่ในหนองน้ำทั่วไป ตัวมีลักษณะคล้ายเต่า คือ มีหลังนูน ปีกแข็ง ตัวเล็ก ยาวประมาณ ๑ ๒ เซนติเมตร หัวและขาแข็ง ตัวลื่นจับไม่อยู่ตัวผู้มีหนอกแหลมที่หน้าอกยาวกว่าตัวเมียเล็กน้อย ออกไข่ประมาณเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม เป็นระเบียบวางเรียงเหมือนเนื้อส้มโอ ตามใบหญ้าต้นไม้เล็ก ๆ ปะปนกับแมงดานา บินได้ในอากาศ เมื่อเดินบนดินจะเดินซิกแซกไปมาอย่างรวดเร็ว ท่วงท่า ดูน่าสนุกจึงนำเอาชื่อแมงตับเต่ามาเรียกการแสดงพื้นบ้านที่ถือเอาความสนุกสนานเป็นเกณฑ์ดังมีบทร้อยกรองแมงตับเต่าของหนุ่ม ร้องกระเซ้าเย้าแหย่ปนหยาบโลนว่า
แมงตับเต่าแมงเม่าขี้หมา จับอยู่ฝาแมงมุมแมงสาบ
จับซ่าบลาบแมงสาบแมงมุม
หรือ
ส้อน (ช้อน คำกิริยา) หลายเทื่อ (ครั้ง) หลายที
ส้อนจนปลิงเข้าหีย้อนแมงตับเต่า
หรือ.
ส้อนร้อยหลบ (ครั้ง) ร้อยเหล่า หลายเทื่อพันที
ส้อนจนปลิงเข้าหีย้อน (เพราะ) แมงตับเต่า
ความสนุกสนานและมีลูเล่นพลิกแพลงของตัวตลกเป็นสเนห์ที่สร้างสรรค์ความงามทางศิลปะแบบโบราณ แมงตับเต่าพื้นบ้านไทเลยที่เข้าถึงประชาชนชาวจังหวัดเลยได้ดี ประกอบด้วย พระเอก นางเอก ตัวกษัตริย์ มเหสี พี่เลี้ยง เสนา ม้า ฯลฯ ตัวละครที่มีการแสดงเป็นแบบแผนด้านการร้องและออกท่าทาง ได้แก่ ตัวกษัตริย์ มเหสี พระเอก นางเอก ตัวละครที่แสดงตลกด้านท่าทางและคำพูด ได้แก่ พี่เลี้ยง เสนา อำมาตย์ ม้า ฯลฯ เรียกว่า ตัวเบ็ดเตล็ด
จากการสัมภาษณ์ทำให้ทราบว่า แมงตับเต่า น่าจะมาจากคำว่า กัสโป ที่แปลว่าเต่า ตามนิทานชาดกพระเจ้าห้าร้อยชาติ ซึ่งแบ่งออกเป็น ๕ ยุคคือ ยุคที่ ๑ ยุคกุกุสันโท (แปลว่า ไก่) ยุคที่ ๒ ยุคโกนาคมะโน (แปลว่า เห็น) ยุคที่ ๓ ยุคกัสโป (แปลว่า เต่า) ยุคที่ ๔ ยุคโคตะโม (แปลว่า วัว) ยุคที่ ๕ ยุคพระอริยเมตรัยเมตะโม (แปลว่า มนุษย์) ดังปรากฏในคำไหว้ครูการเล่นแมงตับเต่าว่า กุกุสันโท โกนาคะมะโน กัสโป โคตะมะ อริยเมตรัย ให้มากุ้มมาเหลี่ยม ข้าน้อยไหว้
บทร้อยกรองแมงตับเต่า
บทร้อยกรองนิยมแต่งบทจากวรรณกรรม นิทางธรรมะเพื่อนำมาแสดงให้เกิดความสนุกสนานและได้ข้อคิดจากเรื่องนิทานชาดก โดยการออกเสียงผันอักษรตามแนวทางการออกเสียงแบบไทเลย เรียกว่า วาดการลำแบบไทเลย โยพัฒนามาจาก กอนอ่าน กอนเทศน์ และ กอนสวด โดย ๑ บท มี ๒ บาท บาทหนึ่งมี ๗ คำ โดยเขียนติดต่อกันเป็นวรรคเดียวกันหรือจะเขียนแบ่งเป็น ๒ วรรค วรรคหน้า ๓ คำ วรรคหลัง ๔ คำก็ได้ ทั้งนี้อาจมีคำเสริม (คำที่เติมหน้าวรรค) และคำสร้อย (คำที่เติมท้ายวรรค) เพิ่มเข้าไปด้วยก็ได้ การร้องจะพถีพิถันมากในตอนต้นของกลอนอ่านแต่ละตัวละครจะใช้วิธีการทอดเสียงตามเสียงสำเนียงไทเลยแล้วเอื้นคำให้ไพเราะ เรียกว่า เงาเสียง ซึ่งจไพเราะมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับแนวทางการทอดเสียงของแต่ละตัวละคร (บุคคล) โดยเทียบเสียงจากแนวการเปล่งเสียง แต่ละคณะแต่ละหมู่บ้านมีวิธีการผันเสียงตามสำเนียงการเว้า (พูด) ในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างบทร้องแมงตับเต่า
(แต่นั้น)
หอมเด้หอมดอกมะลิวัลย์ก้านก่อง ยังบ่ปานกลิ่นน้องลมต้องใส่พี่ชาย
เดือนก็หงายหงายแจ้งนอนตะแคงอ้ายจูบ เอามือลูบท้องน้องเย็นจ้อยอร่อยมือ
ใต้สะดือบ่อนเป็นคลื่นนอนกลางคืนเอาขาก่าย อื้อ มาหลายหลายเอามือวางไว้ท้องน้อย
ปานข้อยอยู่สวรรค์นอนาง
ข้อสังเกต
กลอนที่ใช้ร้องเป็นกลอนอ่าน วรรคหนึ่งมี ๘ ๑๔ คำ ส่วนใหญ่นิยม ๙ คน คำสัมผัสจากคำสุดท้ายวรรคที่ ๑ สัมผัส คำที่ ๓ หรือที่ ๔ ของวรรคถัดไป วรรคสุดท้ายจะมีมากกว่า ๙ คำได้ ถือว่าเป็นวรรคจบ การร้องคำขึ้นต้นจะมีคำว่า แต่นี้ และแต่นั้น อ้ายเอย ฯลฯ การร้องจะเอื้อนหลังคำสุดท้ายของวรรคแรกและคำสุดท้ายของวรรคที่ ๒บางคนจะเล่นลูกคอ ตามคำอื่นก็ได้แล้วแต่จะสะดวก หมู่ บ้านที่ผันอักษรเป็นเพลงได้ไพเราะ คือ บ้านเหว่อ ตำบลทรายขาว อำเภอวังสะพุง บ้านหนองหมากแก้ว บ้านปวนพุ ตำบลปวนพุ กิ่งอำเภอหนองหิน บ้านน้ำพร ตำบลปากตม อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ลีลาการเปล่งสำเนียงการร้องไพเราะคนละแบบ เทคนิคที่สำคัญคือ ถือตามแนวการผันอักษรของไทเลยเป็นหลัก การศึกษาค้นพบว่า ถ้าจะให้บทกลอนไพเราะ คำสุดท้ายแต่ละวรรคควรมีคำสัมผัสวรรคต่อไปเป็นคำที ๑,๒,๓,๔ หรือ ๕ การกำหนดคำสัมผัสขึ้นอยู่กับความหมายของข้อความที่จะร้อง สำเนียงการร้องวรรคที่ ๒ ต้องทอดยาวขึ้นเสียงสูงเล่นลูกคอเรียกว่า ร้องให้มีเงาเสียง เสียงนุ่มนวลไพเราะ เรียกว่า เสียงน้ำนม ดังบทร้องแมงตับเต่าต่อไปนี้
ตัวอย่างคำร้อง
(แต่นี้) นางก็บายเอาซิ่นไหมคำมาเอ้ใหม่ ม้าวใส่แขนแหวนใส่ก้อยกระจอนห้อยใส่หู
สร้อยสังวาลหมู่นี้ตกแต่งแปลงประดับ จับเอาแหวนทองคำมาใส่พระกรงามย่อง
พระนางมองแลหลิงดูสวยงามสง่า คือเทพาฟากฟ้าชายเห็นม่อยละแม่งตาย
พระพาหาขวาซ้ายกำไลคาดทองคำ นำสะไบมาเสลี่ยงพาดไหล่ลงงามย่อง
ตามทำนองเป็นหญิงนี้แปลงทรงให้ถ้วยถี่ กุมรีนาถน้องบ่อหมองเศร้าเก่าศรี
ว่าแต่พอท้อนี้ก็ญ่างย้ายไปสา กัลยานวลนางญ่างไปนอไวฟ้าว
วิธีการแสดงแมงตับเต่า
การเล่นแมงตับเต่าไทเลยบ้านทรายขาวและบ้านหนองหมากแก้ว มีวิธีการแสดงใกล้เคียงกัน ทางด้านการผันอักษรและเปล่งเสียง การเล่นลูกคอและการปะดิษฐ์เงาเสียง เนื่องจากหมู่บ้านอยู่ใกล้กัน ส่วนการเล่นแมงตับเต่าบ้านน้ำพร แตกต่างเฉพาะเสียงในการร้อง มีวิธีผันที่แตกต่างไปจากสองหมู่บ้านที่กล่าวมาโดยรวมแล้วทั้งสามคณะสามหมู่บ้านมีวิธีการแสดงที่เหมือนกันดังนี้คือ เริ่มจากการโหมโรง คระนักดนตรีบรรเลงเพลงประจำคณะ ที่มีอยู่ได้แก่ เพลงระบำ เพลงเชิด ใช้เครื่องดนตรีระนาด ตะโพน และฉิ่ง และตามด้วยเพลงสับใบ (ใช้แคนซอไม้ไผ่และฉิ่ง) บรรเลงสลับกันไป บอกให้ชาวบ้านรู้ว่าจะมีการแสดงแมงตับเต่า เพลงสับใบนี้จะบรรเลงนาน เนื่องจากให้ตัวประกอบในคณะออกมาเต้นและฟ้อนรำประกอบจังหวะ เรียกว่า ระบำเปิดฉาก ระบำเปิดฉากนี้จะมีทำนองสนุกสนานตลกขบขันตามแนวการเล่นแมงตับเต่าที่เน้นความครึกครื้น โดยให้ผู้ชายแต่งตัวเป็นหญิงบ้า ๆ บอ ๆ ทัดดอกจำปาแดงหรือดอกชบาใส่เสื้อกลับหน้ากลับหลัง นุ่งผ้าถุงลายทางตั้งหรือหมี่ข้อนำเอาส่วนเชิงผ้าถุงขึ้นข้างบน ส่วนหัวผ้าถุง (ชาวไทเลยทอผ้าซิ่นแบบมีหัวซิ่นและตีนซิ่น) ลงข้างล่าง กำไลเท้า คาดเข็มขัดเงิน เส้นโต ๆ ออกมาเต้นระบำทำท่าทางแบบคนปัญญาอ่อน แสดงออกทางอารมณ์ สนุกสนาน ทาปากแดง มีน้ำหมากเปรอะปาก จุกยาฝอยไว้ริมฝีปากบน เห็นได้ชัด การแสดงออกของผู้ชายชุดนี้จะแสดงออกทางท่าทางและอารมณ์ประกอบ สมมติเป็นหญิงใบ้ใจดีแฝงความน่ารัก (ทาหน้าขาวเหลือแต่ลูกตา) บางครั้งทำท่าน้ำลายไหลยืดเรียกว่า ฟ้อนก่องข้าวน้อยหรือรำอี่เจ๊อะ ผู้แสดงมีตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไปจนถึง ๕ คน สะพายกะติ๊บข้าวเหนียว ออกมาเต้นฟ้อนประกอบดนตรี ทำทอง ปั้นข้าวจี่ติดอ้อนต้อน ปั้นข้าวก่ำติดอ้อนต้อนเคียดให้แม่บ่ยอมไปนอน (ดนตรีซ้ำ ๕ เที่ยว ตามที่ร้องมา) แล้วขึ้นทำนองใหม่ตอนท้ายอาจจะลงด้วยคำอื่นที่สนุกปนตลก
การเส็งกลอง
อุปกรณ์
๑. กลองเส็ง หรือกลองกิ่ง ๑ คู่ (๒ ใบ)
๒. ไม้ตีกลอง มีความยาว ๗๐ ซม.
วิธีการเล่น
การเส็งกลองนิยมตีกันเป็นคู่ๆ แต่ละคู่จะต้องตีกลอง ๒ ใบ เจ้าของกลองจะต้องตรึงหน้ากลอง ให้ตึงที่สุด โดยการหมุน (ขัน) หนังชักกลองเข้าที่จะค่อยๆปรับระดับเสียงกลองแต่ละคู่ให้มีเสียงเดียวกัน (ภาษากลองเรียกว่า "เค่งกลอง") นำกลองที่เตรียมมาดีแล้วเข้าประกบคู่บนเวที หันหน้ารูแพกลองเฉียงเข้าหาคู่แข่งขันไปสู่ผู้ฟัง การตีกลองแข่งขันตีกันฝ่ายละ ๕ คน คนละ ๑ ยกๆละประมาณ ๒ นาที การตัดสินของคณะกรรมการพิจารณาจากเสียงกลอง คู่ที่ชนะต้องมีเสียงใสแหลม สูง และต้องตีให้ชนะ ๓ ใน ๕ ยก กลองต้องไม่ขาดจ