2007/Feb/06

ความหมายของคำว่า "การเล่น"
คำว่า "การเล่น" หมายถึง การกระทำเพื่อสนุกหรือผ่อนอารมณ์ ซึ่งตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า play หรือ game ซึ่งมีความหมายต่างกัน
คำว่า "play" มีผู้ให้ความหมายว่าเล่นสนุกเป็นการเล่นคนเดียวก็ได้ หลายคนก็ได้ เล่นโดยสมัครใจไม่มีใครบังคับ
คำว่า "game" มีผู้ให้ความหมายไว้มากมาย สรุปได้ว่าเป็นการเล่นที่มีกฎเกณฑ์บังคับผู้เล่นต้องเล่นตามกฎเกณฑ์นั้น
การเล่นของไทยมีความหมายกว้างกว่าเพราะมีลักษณะร่วมอยู่ในความหมายของทั้งสองคำ

ความหมายของคำว่า "การละเล่น"
คำว่า "การละเล่น" เป็นคำที่เกิดขึ้นใหม่ผู้เชี่ยวชาญทางภาษาไทย บางท่านกล่าวว่าเป็นการปรับเสียงคำว่า "การเล่น" ให้ออกเสียงง่ายขึ้น ผู้เชี่ยวชาญกรมศิลปากร ให้ความหมายกว้างออกไปถึงการเล่นเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ให้เกิดความรื่นเริงบันเทิงใจหลังจากประกอบกิจประจำวัน และการเล่นในเทศกาลท้องถิ่นหรือในงานมงคลบ้าง อวมงคลบ้าง เช่น เพลงพื้นเมือง ละคร ลิเก ลำตัด หุ่น หนังใหญ่ ฯลฯ ด้วยเหตุที่การละเล่นมีความหมายกว้างขวางดังกล่าว

ความหมายของคำว่า "การละเล่นของไทย"
การละเล่นของไทย หมายถึง การเล่นตั้งเดิมของเด็กและผู้ใหญ่ เพื่อความบันเทิงใจทั้งนี้เป็นการเล่นที่มีกติกาหรือไม่มีกติกา ไม่มีบทร้องประกอบหรือมีบทร้องประกอบให้จังหวะ บางทีก็มีท่าเต้น ท่ารำประกอบ เพื่อให้งดงามและสนุกสนานยิ่งขึ้น ทั้งผู้เล่นและผู้ชมมีส่วนร่วมสนุก (ไม่ครอบคลุมไปถึงการละเล่นที่เป็นการแสดงให้ชมโดยแยกผู้เล่นและผู้ดูออกจากกันด้วยการจำกัดเขตผู้ดู หรือการสร้างเวทีสำหรับผู้เล่น เป็นต้น)

ความสำคัญของการละเล่น
การละเล่นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ทุกชาติทุกภาษาไม่ว่าจะอยู่ในวัยใด การละเล่นทำให้มนุษย์ได้ผ่อนคลายความตึงเครียดจากงานในชีวิตประจำวัน นอกจากนั้นยังเป็นการเสริมสร้างกำลังกายให้แข็งแรง ลับสมองให้มีสติปัญญาแหลมคม มีจิตใจเบิกบานสนุกสนานร่าเริง ทั้งยังทำให้เกิดความสัมพันธ์อันดีขึ้นในหมู่มวลมนุษย์ การละเล่นมีมาแต่สมัยใดไม่มีใครกำหนดแน่นอนได้เพียงแต่สันนิษฐานกันตามประวัติศาสตร์เท่านั้น

ตัวอย่างการละเล่นในภาคอีสาน

วิ่งส่วงกัน (วิ่งแข่งกัน)
ความหมาย คำว่า วิ่งส่วงกัน หรือ แล่นส่วงกัน หมายถึง การวิ่งเร็วแข็งกันส่วง แปลว่า แข่ง เช่น ส่วงเฮือ คือ แข่งเรือ ส่วนคำว่า แล่น แปลว่า วิ่ง

  1. จำนวนผู้เล่น ไม่จำกัด แต่เพื่อสะดวกแก่การตัดสินและควบคุม การแข่งขันแต่ละครั้ง

ไม่ควรเกิน ๑๐ คน
สถานที่และอุปกรณ์ ใช้ลานวัด หรือสนาม หรือ ทุ่งนา ที่ราบเรียบและกว้างขวางพอ สมควรระยะทางวิ่งจากเส้นตั้งต้นถึงเส้นชัย ควรประมาณ ๕๐ - ๑๐๐ เมตร อาจเป็นเชือกเถาวัลย์ก็ได้ จำนวน ๒ เส้น เพื่อทำเครื่องหมายเส้นตั้งต้น กับเส้นชัย เชือกหรือเถาวัลย์ควรโตพอสมควร เพื่อผู้เล่นจะสังเกตได้ง่าย หากไม่มีเชือกหรือเถาวัลย์ อาจขุดเป็นร่องเล็ก ๆ ที่พื้นดิน หรือกำหนดเอาสิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่จะเป็นเครื่องหมายเส้นตั้งต้นและเส้นชัยก็ได้
วิธีเล่น ให้มีกรรมการกำกับเส้นตั้งต้นกับเส้นชัย อย่างน้องแห่งละ คน ใช้เชือกหรือเถาวัลย์ขึงเป็นเส้นตั้งต้นและเส้นชัย ถ้าไม่มีเชือกหรือเถาวัลย์ อาจขุดร่องที่ดิน เป็นเส้นหรือจะกำหนดเอาคันนาร่องน้ำเส้นทางเดินของคนหรือต้นไม้ก็ได้เป็นเครื่องหมายเส้นตั้งต้นและเส้นชัย ระยะระหว่างเส้นตั้งต้นกับเส้นชัย ให้ห่างกันพอ สมควร คือ ประมาณ ๕๐ ๑๐๐ เมตรให้ผู้เล่นยืนเรียงแถวให้เสมอกัน ที่เส้นตั้งต้น หันหน้าไปทางเส้นชัย เมื่อมีผู้เล่นพร้อมแล้วกำกับเส้นตั้งต้น ให้สัญญาณเริ่มวิ่ง อาจจะใช่นับ ๑ - ๒ - ๓ นกหวีด มือโบก ตีกลอง ตีเกราะไม้ไผ่ เปาปาก หรือใช้เสียง บอกก็ได้เมื่อสัญญาณเริ่มเล่น ให้ผู้เล่นวิ่งไปยังเส้นชัยให้เร็วที่สุด เท่าที่จะทำได้ ผู้ใดวิ่งถึงเส้นชัยก่อนเป็นผู้ชนะ

ประโยชน์ ผู้เล่นได้ออกกำลังกาย ได้ความสนุกสนาน ฝึกให้เกิดปฏิญาณไหวพริบให้รู้จักการต่อสู้

วิ่งงัว
ความหมาย คำว่า วิ่งงัว เป็นคำเรียกมาแต่โบราณ ซึ่งสมัยนี้เรียกว่า วิ่งเปี้ยว คำว่า งัว หมายความว่า วัว ทำไมสมัยก่อนจึงเรียกว่า วิ่งงัว ไม่ทราบ ถ้าจะให้สันนิษฐานคงนะเนื่องมาจากคนเห็นวัวไม่ชอบอยู่นิ่งเป็นที่ มักจะวิ่งไป ๆ มา ๆ และเมื่ออยู่เป็นฝูงบางครั้งอาจวิ่งไล่กันกลับไปกลับมา การจัดให้คนวิ่งแข่งกันโดยวิ่งกลับไปกลับมาจึงเรียกว่า วิ่งงัว ด้วย
จำนวนผู้เล่น ไม่จำกัด แต่แบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่าย เท่า ๆ กัน อาจเป็นข้างละ ๕ - ๑๐ คน ก็ได้ และควรจะให้มีกำลังไล่เลี่ยกัน
สถานที่และอุปกรณ์ อาจเป็นลานบ้าน ลานวัด สนามหญ้า หรือที่ใดที่หนึ่ง